วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ในคืนนั้นแม่พูดว่า “แม่จะตายแล้ว” แต่อาตมาบอกว่าอย่าเพิ่งตายขอลูกจบปริญญาโทก่อน “แม่นิ่ง” แม่มีสติสมบูรณ์ก่อนตาย รู้จักพนมมือไหว้พระ บอกพระว่า ระวังบาป ถูกผู้หญิง แต่อาตมาค้านว่า เพศแม่ในลักษณะเช่นนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่ห้าม “แม่เฉย” อาตมาต้องดูแลแม่ชนิด “อุ้มขี้อุ้มเยี่ยวแม่” ชนิดได้ตอบพระคุณแม่อย่างน่าภูมิใจทีเดียว เพราะชีวิตอาตมาตั้งแต่เกิดมารอดอยู่ได้ใช้ชิวิตจริงกับแม่เพียง 4 ปีตอนติดนมเท่านั้น แม่เป็นคนคิดการณ์ไกล เช่นซื้อตั๋วเครื่องบินให้ไปเรียนต่อที่เมืองอังกฤษ เคยอยากส่งลูกไปเรียนที่อินเดีย เพราะคิดถึงคุณข้อนี้อย่างดื่มด่ำอาตมาภาพจึงเสียสละเงินที่ตนเองได้รับนอกจากพินัยกรรมซื้อโลงไม้จำปาใส่ศพท่านเป็นการตอบแทนพระคุณอย่างสมเกียรติ ปกติคุณแม่แข็งแรง ทำงานทุกวันไม่มีหยุด ที่หาตัวจับยากในพื้นที่หากินเก่ง ไม่มีหนี้สิน เลี้ยงดูแม่ตนเองที่ถูกงูเห่ากัดจนสิ้นชีวิตในมือตนเอง คุณแม่มีโรคมะเร็งที่มดลูกผ่าตัดที่ ร.พ. วชิระ กรุงเทพฯ หายแล้วต่อมา คุณแม่ป่วยบ้างเล็กน้อย แต่วาระสุดท้ายแม่เป็นอัมพฤกต์เดินไม่ได้ คุณพ่อได้นำไปรักษาตัวที่ ร.พ.เปาโล กรุงเทพฯ ร.พ. วิรัชศิลป์ จ. ชุมพร ไปรักษาตัวที่ ร.พ. สุราษฎร์ธานี และที่ ร.พ.ศิริราชนี้ โดยเพราะเพื่อนและอาจารย์ที่นี่และอาตมานำมาแต่แพทย์บอกว่าอาการของ สาธารณกุศล ช่วยงานวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ ช่วยงานวัดเขาถ้ำม้าร้อง สร้างคนชราภาพ จนต่อมากลับมารักษาต่อที่ร.พ. บางสะพานน้อยจนแม่เสียชีวิตในที่สุด แพทย์สันนิษฐานว่าเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือด จนถึงวันมรณกรรมมี ทะเบียนบัตรประชาชนเลขที่ 3101501134641 มรณะเมื่ออายุ 84 ปี วันที่ 2 มกราคม 2552 ประวัติกุฎีขนาดใหญ่ร่วมกับ แม่ชีพิศ สุชาโตถวายที่คณะชีเดิมหลังเขาด้านทุ่งนุ่นวัดเขาถ้ำม้าร้อง ดูแลปู่ช่วง ช่วงเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาถ้ำม้าร้อง ดูแลแม่ชีจำลองลักษณ์ คงสาหร่าย ช่วงมาพักวัดเขาถ้ำม้าร้องและแขกสำคัญของวัดจากกรุเทพฯ ทำบุญหลายรายการจำไม่ได้ ที่แม่เคยบอกมีรายการดังต่อไปนี้คือ ซื้อโลงศพถวายปู่ช่วง (3,000บาท) นำทอดผ้าป่าและกฐินสามัคคีที่วัดเขาถ้ำม้าร้องร่วมกับสามีจาก จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำทอดผ้าป่าและกฐินสามัคคีที่วัดดอนตะเคียนกับสามีจาก จ. สุราษฎร์ธานี ทำบุญกับวัดดอนตะเคียนตลอดเวลาเกือบทุกรายการ ส่วนที่มีบันทึกไว้คือบริจาคทรัพย์สร้างเสาโบสถ์วัดดอนตะเคียน 1 ต้นเป็นเงิน 10,000 บาทขึ้นไป ขณะป่วยได้บริจาคทรัพย์ 10,000 ให้วัดดอนตะเคียนผ่านนางเฮียว ถวายพระอธิการเมี้ยน มีใบอนุโมทนาบัตร สำหรับวัดดอนตะเคียนมีรายการทำบุญอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับแม่คือนางหนู เกตุมณีเดชา(แก้วขำ)ผู้เป็นแม่ในสมัย เจ้าอาวาสดังนี้(เดิมปู่สิน) ต่อ ๆมา ปู่ช่วง ปู่ชม พ่อหลวงขอน พ่อหลวงอุ่น อาจารย์เที่ยง อธิการละม้าย อาจารย์ยี่ พระปลัดชาญชัย พระโสม พระน้อย พระกล่ำ พระอธิการเมี้ยน บริจาคที่ดินให้โรงเรียน 1 ส่วนไม่เกิน 1 ไร่เป็นที่เก็บขยะและเรือนเพาะชำโรงเรียนวัดดอนตะเคียนเดี๋ยวนี้ ตาช่วงบอกว่าที่ดินวัดดอนตะเคียนย่าวอนคือทวดของอาตมาเป็นคนบริจาคให้วัดบันทึกพบจากเอกสารมีชื่อว่านางวอนบริจาคจริงให้แต่ไม่มีนามสกุลเพราะยุคนั้นเมืองสยามไม่ใช้นามสกุล บริจาคที่ดินให้กรมทางหลวงชนบทไม่เกิน 1 ไร่ นอกนั้นยังคิดไม่ออกและค้นหาเอกสารยังไม่พบ เพราะที่บ้านมีภัยพายุ ภัยธรรมชาติมาก เช่น พายุแหลมตะลุมพุก พายุเกย์ เป็นต้น หน้าที่ปกครอง เคยเป็นผู้ช่วยหัวหน้าแม่ชีสำนักวัดเขาถ้ำม้าร้อง และเป็นสมาชิกสถาบันแม่ชีไทยได้รับใบสุทธิบรรณ) คำสั่งสอนบุตรวาระสุดท้าย ดูแลตนเองให้ดี แม่ชอบเงียบ ๆไม่อยากให้หนวกหู รู้จักใช้เงิน อาตมาคิดสร้างวัดหรือมูลนิธิให้ท่านถ้ามีโอกาส และเก็บรักษาทรัพย์สินให้อยู่เงียบ เหมือนคนสมถะ ไม่ให้หนวกหูเหมือนหรือคนมากวนใจจิตวิญญาณของท่านในบริเวณที่ท่านเคยอยู่อาศัย เมื่อท่านสิ้นชีวิตแล้ว อาตมาชอบที่ท่านไม่บังคับเลือกคู่สมรส หลังตายอาตมาโดยจะกักบริเวณไม่ให้ใครเข้าไปบริเวณที่ท่านเคยอยู่อาศัย แม้วัวควาย ปล่อยธรรมชาตินิเวศน์เพื่อไว้อาลัยท่าน ส่งเสริมสมุนไพร แต่จะจัดบ้านไว้รับแขกต่างหาก เพราะขณะแม่มีชีวิตอยู่ท่านชอบสมาธิภาวนามาก และชอบชีวิตแม่ชี ชอบชีวิตป่า เขา ทะเล เงียบ แม่ไม่ชอบการเมือง ประวัติการรู้จักพระของแม่ แม่ชอบทำบุญ พระที่รู้จักแม่คือในนาม คือนิคแนมที่ถูกแม่ชีสุธรรมาตั้งให้เมื่อบวชเสร็จคนจึงเรียกแม่ “พี่ชีประทุมทิพย์” “อุบาสิกาประทุมทิพย์” “หนูประทุมทิพย์” แม่เคยนอกจากเลี้ยงน้องร่วมสายโลหิตมาทุกคนแล้ว สิ่งสำคัญที่อดไม่บันทึกไม่ได้คือ นำหลานชายลูกชายของน้องสาวชื่อโสราศักดิ์(ที่เกิดจากเฮียงและหลิ) ที่เกิดมามี2 หัวคือตูดยาว พาไปตัดที่ ร.พ. ศิริราชยุคก่อน 2525 สำเร็จ คือไม่ตาย และเนื้อเยื่อเก็บรักษาไว้ที่ ร.พ. และคนนำไปปิดวิคให้คนดูที่กรุงเทพฯ แม่ดำริทำหนังสืองานศพให้พ่อ(นายคล้าย เกตุมณีเดชา) 1 เล่ม เป็นหนังสือสวดมนต์สำหรับอุบาสกอุบาสิกา ตรวจแก้และตรวจก่อนพิมพ์โดย หลวงพ่อเจ้าคุณมาณพวัดราชโอรส สมัยเป็นสามเณร(ป)วัดสร้อยทอง นอกนั้นแม่นำน้องทั้ง3เว้นเฮียงมาบวชชีที่วัดสร้อยทองและนำน้องต่างพ่อ(ลูกพี่ลูกน้อง)คนหนึ่งคือรัตนา คงนาขา มาบวชชีที่วัดสร้อยทอง นับว่าแแม่พาคนเข้ากรุงเทพฯ หลายคน ในจำนวนอื่นในพื้นที่เดียวกันไม่มีใครมีสังคมในกรุงเทพฯ เท่าแม่ในช่วง (2500-2525) การประกาศขอบพระคุณ งานศพแม่ และพ่อ ช่วงงานศพพ่อ เจ้าภาพไม่ค่อยได้ปรากฏตัว แต่ก็ได้ ให้คนทำการแทนคือ อ.ส.ม. ในหมู่ 9 และคนอื่นช่วยทำการแทนเช่นแม่ชีสาคร บ้านใกล้วัด ตัวเองต้องคอยพยาบาลแม่ ซึ่งอาการร่อแร่เช่นกัน งานนี้จะพูดว่าพ่อปล้ำดูแลแม่จนตัวเองตายก็ได้ แม่และพ่อมีเรื่องหนึ่งที่พบเห็นคือ สำหรับท่านหลังวันแต่งงานท่านได้สาบานกันว่าไม่แต่งงานคนอื่นอีก และพบว่า พ่อและแม่แยกกันอยู่นานพอสมควร(10ปีกว่า) ไม่ได้แต่งงานใหม่ จนกระทั่งวาระสุดท้าย ที่แยกกันอยู่ก็ไม่แต่งงานคนอื่น แม้มีเถ้าแก่มีการทาบทามสู่ขอทั้งสองฝ่ายช่วงพ่อและแม่แยกกันอยู่ พ่อเคย ส่งเสียให้ทายาทเรียน ร.ร. ราษฎร์ คือที่ ร.ร. ธีราศรมวิทยา พุนพิน 4 ปี คือชั้น ป 2 ถึง ม 1 (ป5) แล้วออก ทายาทได้หนีพ่อไปบวชสามเณร หลังจากนั้น พ่อตายก่อนแม่เพราะดูแม่จนเป็นไข้ คือเช้าวันหนึ่งพ่อไปซื้ออาหารเช้ามาให้แม่ แล้ว กลับมาชักต่อหน้าอาตมา ๆจึงพยาบาล และนำส่ง รพ. ต่อมา ขอขอบพระคุณรถพยาบาล ร.พ. บางสะพานน้อย และคุณหมอสมพงษ์ และของคณะพยาบาลทุกท่านที่ได้เอาใจใส่มาดูแลแม่และพ่ออย่างดีในช่วงวิสัญญี ทั้งในฐานะนโยบายอำเภอและรายการอื่นที่น่าชมเชย (โปรดอ่านเพิ่มเติมในหนังสือเยี่ยม) อาตมายากจนแต่ได้ให้ดอกกล้วยไม้สีเขียวกระถางหนึ่งให้ 1 กระถางตอบแทนโรงพยาบาล และทุกท่านที่มาร่วมงานและตลอดถึงคนที่มาที่ไม่ได้กล่าวถึงทุกท่าน มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเจ้าภาพ กล่าวคือทายาทขออภัย และขอให้ทุกคนจงได้รับส่วนบุญ ถ้ามีด้วยกันทุกๆคน กรรมใดที่แม่หรือพ่อหรืออาตมาได้ล่วงเกิน กาย วาจา ใจ ทายาทขอประทานอภัยมาทุกถ้วนหน้าในที่นี้ด้วย เห็นมีพวงหรีด อ.บ.ต. บางสะพาน เจ้าของโลงไม้จำปา และ พระมหามาติณ ถีนิติ (บุตรชาย) ในงาน ส่วนท่านอื่นจำไม่ได้ ทายาทขออนุโมทนาและขอบคุณเช่นกัน งานศพแม่ไม่เหมือนงานศพยายที่มีพวงหรีดมากมายนับจาก ส.ส.ของจังหวัด ถึงพระอย่างอาตมา นอกนั้น พบว่าแขกมากันพอสมควร บางคืนเต็มศาลา และขอบคุณ เด็กนักเรียน วัดดอนตะเคียนที่ได้มาเยี่ยมแม่และกล่าวอวยพรให้แม่หายไว ๆ ประทับใจอาตมามากในนโยบายชุมชนของโรงเรียนเช่นนี้ กล่าวคือโดยการนำของหัวหน้าชั้นนักเรียนห้องหนึ่ง(โปรดดูในหนังสือเยี่ยม) ที่จำได้คือ ท่านทูล พระเลขาฯตำบลพงษ์ประศาสน์ (ญาติแม่คนหนึ่ง) โกจิ้นพ่อนายก อบจ น้าหยีดโรงสี คฤหบดี ม. 9 และอีกมากกาย เมื่อพบบัญชีแล้วจะนำมาแสดงภายหลัง กำหนดการศพ ไว้3 คืน เดิมกำหนดไว้ 1 คืนคือคิดว่าเก็บศพหรือฝังรอพร้อมแล้วเผาทีหลัง แต่ต่อมาเป็นว่าแล้วพาไปฝังรอพร้อมเพื่อเผา ศพพ่อชอบฝัง แม่ชอบเผา แต่ไว้รวมกันก่อนได้ท่านทั้ง 2ไม่ว่า กล่าวคือคือพาไปฝังที่ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีบุตรเพื่อนพ่อนับถือกันทำไว้ให้ 2 อันด้วยอุปการคุณต่อกันบางอย่างในอดีต แต่ต่อมาทางบ้านดอนตะเคียน เมื่อขอ ไว้ 3 คืน ก็ยินยอม เพราะทายาทไม่มีแรงทำ สุขภาพไม่สมบูรณ์ ติดเรียน จึงกำหนดว่าไว้เพียงแค่นั้น แม่สั่งว่าทำศพแม่และพ่ออย่าไปเก็บน่วย(ค่าการทำบุญหมุนเวียนตามประเพณี) ให้ปล่อยฟรี เพราะฉะนั้น งานที่ทำคือ ไม่ได้หวังอะไร มีเงินฌาปนกิจอยู่บ้างส่วนประกันชีวิตฌาปนกิจสงเคราะห์หมู่บ้านของแม่ทายาทรับเรียบร้อยเป็นทางการ มีนางเฮียงน้องแม่เป็นพยาน ส่วนพ่อไม่มีฌาปนกิจ หมายกำหนดการศพแม่ หลังการนำศพจาก ร.พ. บางสะพานน้อยไป ร.พ. พยาบาลบางสะพานใหญ่ ฉีดออตอ็ปซี่(Autopsy) รถร่วมของโรงพยาบาลฝ่ายอาสากู้ภัยบางสะพานน้อย 2 มกราคม 2552 พาแม่มารดน้ำศพที่วัดดอนตะเคียน มีนายสุมล (ญาติแม่) ผูกตราสังให้ ส่วน พ่อ พระมหามาติณ ผูกตราสังให้ รดน้ำศพเสร็จนำเข้าใส่โลงจำปาทันที ราคา 35,0000 บาทรวมค่าเบ็ดเสร็จ ลูกชายยินดีบริจาคซื้อ ให้ แม้ไม่มีเงินเพื่อตอบแทนพระคุณ 3 มกราคม 2552 สวดพระอภิธรรมทุกคืน นิมนต์พระเณรฉันเช้าเพลทุกวัน ขอขอบคุณเจ้าอาวาส ท่านไก่ แม่ชีสาคร และพระพิธีกรรมโรงทึม วัดดอนตะเคียนท่านสม หลวงพ่อเมี้ยน อาลีอาของกำนัน และทุกท่านที่มาช่วยทำให้มีบรรยากาศกินเหล้าอ่อนแก้เหนื่อยและเล่นสนุกตามกาลเวลาด้วย และทุกท่านทุกคนมา ณ โอกาสนี้ด้วย แม่และปู่ช่วง เคยเล่าว่า ที่ดินวัดดอนตะเคียนนั้นย่าเป็นคนถวายให้ แต่เมื่อตรวจดูเอกสารฝ่ายเมือง พบแต่ชื่อ”วอน” ไม่พบชื่อนามสกุล จึงละไว้ว่า อาจจะถวายที่ดินสร้างวัดดอนตะเคียนจริง มีคนมาเต็มโรงทึมทุกวัน 4 มกราคม 2552 วันที่ 3 นำศพแม่ออกจาก วัดดอนตะเคียนตอนเช้า เพื่อพาไปสุสานที่ จังหวัดราชบุรี โดยขวบรถ 3 คัน มีรถคุณสมภพฯ และพระหมามาติณทายาท รถของญาติหลายคัน รถเช่าจำเพาะ และรถนำส่งของโรงพยายาบาล พาแม่ไปฝังที่ โรงเจเขาช้าง เพื่อรอทำพิธีกรรมอื่น ต่อไป งานศพพ่อ ทายาทไม่ได้ไป เพราะว่า ต้องดูแลแม่อย่างใกล้ชิด งานศพพ่อ มีญาติตลาดพลูมาทุกคนมีญาติมาร่วมงาน งานที่ดอนตะเคียนมีญาติจากบ้านกรูด ชุมพร และดอนตะเคียนมาร่วมงานทุกคน ส่วนญาติข้างแม่ทางกรุงเทพฯมีคุณรัตนา มาร่วมงานที่โรงเจที่ฝังศพสำหรับญาติกรุงเทพฯฝั่งธนบุรี ข้างพ่อมาหมดทั้งสองรายการ อาจจะจดไม่หมดขออภัย ส่วนงานศพไม่มีญาติทางกรุงเทพฯมาได้ทันเวลาทุกคน ขอขอบพระคุณ พี่วิลาสแม่ยายน้องแก่นที่ขุดสระปลูกบัวให้แม่หลังตายและพี่วิลาสที่รับงานดูแลและทุกคนที่มาเอาใจใส่ดูแลแม่และพ่อช่วงช่วยตัวเองไม่ได้ทุกระยะแม้จะมีสิ่งตอบแทนบ้าง แม้มีค่าตอบแทน แต่ก็มีน้ำใจเป็นพิเศษฐานญาติตั้งอยู่ ขอขอบคุณคณะหมอจับเส้นทุกคน หมอยาต้มยาไทยทุกท่าน และรถยนต์บางครั้งพาไป ร.พ.(เช่นรถส่วนตัว อบต ลูกชายน้านาญเป็นต้น และ การประชาสัมพันธ์งานของผู้ช่วยอี๊ดเป็นต้น ในกรณีฉุกเฉินที่ไม่ได้เบิกรถฉุกเฉินโรงพยาบาล ขอประทานอภัยและทุกคนที่ประสบความผิดหวังจากการมาเยี่ยมไข้แม่ สมัยหนึ่งแม่เป็นไข้ผีเข้า รักษาหายโดยพระครูเคล้าตาเคล้าวัดดอนยาง นายอำเภอธวัช เคยมาเยี่ยมไข้แม่ครั้งแม่ป่วย คนข้างบ้าน แม่ผู้ใหญ่ ครูน้อม สาคร อาลี กำนันโป่ง น่าเกลื่อน และเมียลุงวงศ์จากเกาะยายฉิมบ้านกรูด พ่อหลวงเมี้ยน ผู้ใหญ่หมู่ 4 ท่านไก่ น้านึก และอีกหลายคนจำไม่ได้ ตาขายหมูตลาด จรีย์ลูกสาวน้าจบ และพยาบาล อนามัย อำเภอ ตำบล บางสะพานทุกท่าน เมียน้ายวด เมียตาเคลื่อน และคนเก็บพลู อุบลและลูกพร้อมสามี น้ากิมเฮียวและทุกคนที่ไม่ได้เอ่ยถึงทั้งหมด พระที่รู้จักแม่นั้นมีนั้นอาทิเช่น หลวงพ่อเจ้าคุณมาณพ วัดราชโอรส หลวงพ่อเจ้าคุณวิเชียร วัดมณีไพรสนณ์ แม่สอด ตาก หลวงพ่อเจ้าคุณประสาท วัดกลาง บางปลาม้า สุพรรณบุรี หลวงพ่ออาจารย์สุนทร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี ที่บ้านรายการ 3 รูปนี้พบ รูปมอบให้กัน แบบญาติธรรม มิตรธรรม พระอาจารย์ประเดิมยืนพื้นนับจากวันทายาทอายุ 4 ขวบ ท่านอาจารย์เดิมเป็นพระของที่บ้านทีเดียว เมื่อแวะใต้ต้องมาเยี่ยมบ้านดอนตะเคียนนายคล้าย แม่บันทึกที่คบคนมา ปิ่น แจ่มจักษุ คนข้างวัดหัวตะเข้ ซอยอ่อนนุช กรุงเทพฯ แม่ชอบปลูกต้นไม้ วิธีปลูกคือ ปลูกกลางแดด และทำซุ้มให้ และรดน้ำเช้าเย็น เพราะแดดและน้ำไม้โตไวทุกต้น ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ระยะหลังแม่เรียนรู้การใช้สายยาง สมัยก่อนหาบน้ำใส่ทุกวัน แม่ชอบหาลำไพ่เก็บพริก ปลูกพืชสวนครัว ขายเก็บเงินไว้ทำบุญ เพราะเงินค่ามะพร้าวพ่อเก็บดูแลคนเดียว แม่ใช้เงินเมื่อไข้เท่านั้น เพราะฉะนั้นแม่หาทางเลือกทางนี้ คือปลูกพืชผักสวนครัวเป็นรายได้เสริมให้ลูกกินขนมแม่ไม่ชอบเลี้ยง สัตว์เพื่อขาย ลูกจะทำตามใจแม่ ต้นไม่ในความทรงจำของแม่คือต้นอิน ที่แม่รักมาก แต่มาระยะหลัง ตาย แม่สึกจากชีจาการเรียนรู้ที่กรุงเทพฯ คือปลูก ต้นมะขามรอบรั้วบ้าน ที่พ่อ(คล้าย)สร้างไว้ให้ให้ แต่เมื่อแม่ตายลง เหลือ 4 ต้นขนาดใหญ่ จากการปลูกไม่ต่ำกว่า 100 ต้นแบบสนามหลวงทีเดียว บทพื้นที่ กว่า 10 ไร่แม่ชอบปลูกผักเสี้ยน แล้วทำผักเสี้ยนดองขาย มีชื่อในพื้นที่ วิธีทำของแม่คือ ปลูกด้วยเมล็ด และรดน้ำกลบด้วยฟางข้าว ชนิดทำแล้วได้กินแล้วเก็บ มานวดด้วยเกลือ ราดน้ำมะพร้าว แล้วตากน้ำค้าง ขายดีมากทำไม่ทัน แม่ประสบภัยชีวิต ครอบครัว สังคม ธรรมชาติมาตลอดเวลา นอกนั้น แม่ชอบทำวุ้นว่านหางจระเข้กินเอง และแช่น้ำตาลกกรวดและน้ำตาลทดสะกอนกับน้ำจากน้ำค้างค้างคืน มากิน เป็นยา แม่ทำอะไรอีกหลายอย่าง สิ่งที่แม่ชอบที่สุดคือน้ำพริกเกลือกับปลาทูนึ่งแดดเดียว กินได้กินดี อย่างอื่นแม่ไม่ชอบกิน สุนัขตัวโปรดของแม่คือ “ห้าว” ตัวโปรดของ ลูกเป็นแมวคือ “ทองแดง” ทรัพย์สินหนี้สินของแม่ มีพินัยกรรมที่มอบให้ที่อำเภอไว้ให้ลูกคนเดียว(นายมาติณ ถีนิติ) นอกนั้นไม่มีทรัพย์สินอื่นใด มีหนี้สินที่แม่คนอื่นมีต่อ ในรูปแบบใดๆ(แม่เคยบอกรายการไว้แต่ทายาทมอบให้ทนายดำเนินการให้ไม่ติดตามเอง) และถ้ามีรายการอื่นอีก โปรดส่งตรงเข้าบัญชี เงินออมทรัพย์ของทายาท ที่ธนาคารกรุงเทพฯ สาขาบางสะพานน้อย บัญชี เลขที่ 490-0-23196-2นายมาติณ ถีนิติด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง นายมาติณ ถีนิติ ได้รับคำสั่งให้จัดการมรดกของนางหงษ์ เกตุมณีเดชา และนายซิวเม้า ซ่าแต้ ตามกฎหมาย มรดกและการจัดการมรดกที่เรียบร้อยแล้ว ณ ศาลประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2552 ส่วนถ้ามีพิพาทอื่นใดโปรดติดต่อผ่านทนายความหรือผู้จัดการมรดกของ นายมาติณ ถีนิติ(พระมหามาติณ ถีนิติ ) เพื่อความเป็นธรรมทุกประการ สืบไป ทรัพย์สินนายมาติณ ถีนิติ คาดว่าเป็นมรดกมีพินัยกรรมเป็นมูลนิธิ และบริจาคต่อไป ผิดตกบกพร่อง ขีดฆ่าลบ โดยเหตุไม่ถึงการณ์ และไม่มีเจตนาก่อนกฎหมายบังคับ ขออภัยทุกประการด้วย บ้านเก่าที่แม่เคยอยู่นั้นเป็นบ้านตากับยายเป็นบ้านเชิงเขา หลังใหญ่มากถ้านับเป็นบ้านจะใหญ่ทีสุดในหมู่บ้าน เป็นโรงเรือนผสม 2 ชั้น กว้างยาว 2 งาน ทุกคนรู้จัก บ้านนี้ มีหมอยาจำเป็นคือตา ตาสูนฝีเก่ง ท่านสูนด้วยปูนแดงพร้อมคาถา ฝีไข่ดัน หรือคางทูมทำได้ผล บ้านหลังคามุงสังกะสี ครัวมุงตับจากมะพร้าวเย็บเอง สมัยก่อนจะทำบ้านทำอะไรลงแรงกันทำ ไม่ต้องจ้าง ไม้ใหญ่ตัดได้ถ้าใครมีปัญญาตัด ไม่ต้องขอป่าไม้ บ้านผนวกด้วยโรงเรือนพักของเกวียน พืชผลต่างๆ มียุ้งข้าว กระทะต้มขนาดยักษ์ มีเชิงควายลาก ตาเคยเลี้ยงหมู ปลุกผักขาย ลูกเขยตาเป็นคนต่างถิ่นทั้งหมด เว้นเฮียงน้องคนที่ 2 ของแม่ได้ลูกเขย(สามีคนที่ 2 ของเฮียง) เป็นหลานของอดีตกำนันชื่อท่านขุนอุทกฯ(โพธิกสิกร) ตาปลูกว่านสารพัดดอกไม้ทางไกล ตาไปหามาปลูกตาเล่นเหล็กไหล ว่านงู กล้วยไม้ป่า คนนำต้นแก้วมังกรมาปลูกที่หมู่บ้านโดนท่านปลูกไว้ที่ต้นระหาดข้างเขาที่ไม่คิดว่ากินได้นำมาจากเวียดนามตาไปเที่ยวมาธุดงค์แบบเถื่อน ๆ แต่ปัจจุบันทั้งหมดที่กล่าวเป็นอดีตหมดแล้ว แม่บอกว่าพ่ออาตมาพบรักแม่เพราะพ่อมารับจ้างทำงานในสวนของตาจึงได้พบรักกับแม่ของอาตมา แต่สุดท้ายตายายเปลี่ยนอาชีพมาทำมะพร้าวอย่างเดียว ตากับยายได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องคนอื่นให้มาอยู่ด้วยเพื่อฝึกฝนและรู้จักชีวิตพบว่าตาทำมาหากินเก่งมากเมื่อเทียบกับประชากรหน่วยอื่นในสมัยเดียวกัน คนที่เคยมาอยู่ นายวงศ์ อดีตผู้ใหญ่ ยายฉม บ้านกรูด บูรณ์ อดีตผู้ใหญ่ดอนสูงบ้านกรูด เกลื่อน(สุจสวัสดิ์)เมียของคนนามสกุล สุขสวัสดิ์ ทั้งสามคนนี้เป็นพี่น้องข้างยายของอาตมา ส่วน ข้างตา มีลูกสาวน้องชายตาจาก อ. ท่ายาง เพชรบุรี หนองไม้รวก 2 คนมาอยู่ด้วยคือ ยี่ และแท้ อาจหาญ(บุนนาค) มาอยู่เพื่อเรียนชีวิตกับตา นอกนั้น จำไม่ได้ ที่นี่มีคนมาอยู่อาศัย และตายายมีคนใช้ด้วยมีเงินเดือนทีเดียว และมีการเอาคนอื่นมาเลี้ยงอีกต่างหากเพราะที่บ้านขาดเด็ก เลี้ยงฟรีให้ด้วยเช่นบุญยิ่ง เอามาเลี้ยงให้ฐานเพื่อนบ้านที่แม่ของนายบุญยิ่งตายท้องกลม แม่ตาย ตาและกับอาตมาจึงไปอาสาพามาเลี้ยงให้จนโตฐานเพื่อนบ้าน เดี๋ยวนี้ทำการค้าขายอยู่ไม่พบกันหลัง 20 ปีผ่านไป บ้านตามีเกวียน ควาย ตามีความเผือก 1 ตัวเกิดที่บ้าน มีกัง มีหมา แมว หมาชื่ออ้ายหมึก แมวชื่อทองแดง และตอนอาตมาเป็นเด็กเล็กก็ยู่กับตายายที่นี่ 5 ปี เขาลักจันทร์ข้างบ้านเก่ามีตัวโครัมมาเที่ยว มีเก้ง มี ค่างบ่างชะนีมากมายปัจจุบันมันย้ายเข้าป่าใหญ่ไปหมดแล้ว ที่นี่บ้านตามีทุกอย่างบ่อนำใช้กันได้สาธารณะด้วย ตาขุดไว้อย่างดีอาตมาตอนเด็ก4 ขวบจำได้ว่าตาใส่กระป๋องหย่อนลงไปเพื่อวิดนำก้นบ่อขึ้นลงขึ้นลงที่บ่อนี้ลึกถึงกว่า 25 เมตร ตามีนา 2 ที่หน้าบ้าน กะบิ้ง ส่วนนานอก 2 กะบิ้ง ชิ้นหนึ่งเป็นของแม่และมรดกแม่ได้ขายเอาเงินไปสร้างเสาโบสถ์วัดดอนตะเคียน(วัดนี้เดิมชื่อวัดหนองเสือตายแม่บอกมา) และนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้รักษาตัวบางเวลาช่วงหนึ่งช่วงไข้น้อย ยายเคยเล่าว่าตาเคยไปเที่ยวสวนแตงบางเบิดของท่าน ม.จ. สิทธิพร ขณะมีชีวิตอยู่ที่ห้วยสัก อำเภอเดียวกัน ตามีสวนมะพร้าว กล้วยไม้ดอกไม้มากมาก แต่เมื่อตาตายแล้ว ยายกลัวผีหลอก จึงย้ายมาอยู่บ้าแม่ และรื้อบ้านหลังเก่านั้นทิ้งหมด ไม้เก่า มอบให้วัดดอนตะเคีบน ยายเล่าว่ายุคแรกที่ยายมาอยู่ที่นี้กับพ่อและแม่ของยายอาตมา ที่นี่มีเสือลายพาดกลอน มาจากเขาตะนาวศรีพม่า มันมากินควายที่ล่ามโซ่ไว้กับต้นมะพร้าว พอยายมองเห็น ยายวิ่งขึ้นบ้านปิดประตูทันทีเพราะกลัว มีสำนักทำใจขนาดย่อมติดชานเขาได้รับอนุญาตให้ทำได้จากอดีตเจ้าคณะอำเภอ และพระผู้ใหญ่ในพื้นที่ยุคนั้นคือ พระครูสมวงษ์ วัดบรรพตาเรืองราม และอาจารย์ลาภวัดละหาน ตาเป็นเถนนุ่งขาวห่มขาว ทำมาหากินธรรมดาหลานเห็นมาอย่างนั้นตั้งแต่จำความได้ ตาไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตากินข้าวต้มและเกลือโดยมากในถ้วยกังไสจากมณฑลไฮหลำใบใหญ่มากปากกว้าง แตกสูญหายไปหมดแล้วถ้วยใบนี้ ต่อมาตาได้สร้างบ้านให้แม่หนึ่งหลัง ในที่ดินมรดกของแม่ เดิมที่ดินแม่ ๆซื้อให้ตา จากเงินสินสอดการแต่งงาน ซื้อไว้หลังแต่งงาน ที่เปล่า และคือที่อยู่ในปัจจุบันก่อนแม่ตายนั้นเอง เลขที่บ้านหลังเก่าคือ 72 จึงถูกย้ายมาที่ดินของแม่ด้านติดถนนทางหลวงชนบทสาย1013 และติดโรงเรียนติดวัดในปัจจุบัน จะไม่เล่าเรื่องตากับยายมาก สิ่งที่แม่ทำให้ผีตาหายใจคล่องขึ้นคือ แม่รู้จักทำหนังสืองานศพให้ตาเมื่อตาตายด้วยวัณโรคอย่างสงบที่บ้านเก่า หนังสือเล่มนั้นชื่อหนังสืออนุสรณ์งานศพคุณเตี๋ยคล้าย เกตุมณีเดชา (นามสกุลนี้ตาตั้งใหม่เจ้าคุณหลวงพ่อสุเมธีวรคุณ พ่อโถ เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ ชมว่านามสกุลนี้เพราะตาเดิมใช่แซ่บาง) และในคำไว้อาลัยเขียนหน้าหนึ่งโดยหลานคนโตของตาคืออาตมา บอกว่ากำลังจะไปศึกษาต่อที่ฟิลิปินส์แต่ที่จริงอาตมายังไม่ได้ไป คาดว่าจะไปเพราะตอนนั้นอยู่กรุงเทพฯ ตอนนั้นอาตมาบวชเป็นสามเณรอยู่วัดมหาธาตุฯ เคยคิดโครงการจะไปเรียนนอกซึ่งกำลังเป็นแฟชั่นสมัยนั้น วางโครงการไว้กับ รองศาสตราจารย์ ดร. ภิรมย์ จั่นถาวร ธรรมศาสตร์ แต่ดร.ท่านได้ทุนไปเรียนต่อที่นั้นสำเร็จ แต่อาตมาเป็นสามเณรคณะ 1วัดมหาธาตุฯ ไม่ได้ไปคอยความหวังเก้อ จึงไม่ได้มาร่วมงานศพตา และต่อมาอาตมาตัดสินใจไปอังกฤษ ตอนไปอังกฤษนี้ไม่ได้มางานศพตา เพราะติดรอเครื่องบินCharter flight เที่ยวบินพิเศษคือต้องรอวันเรือบินออก มิใช่ไปตามเวลา คือเขาลงของเสร็จเรือจึงออกไปพร้อมผู้โดยสารพ่วง แต่ตีตั๋วนั่งมิใช่ตั๋วยืนเป็นแต่ว่า ต้องรอเขาเรียกตัวไปตามนัดเท่านั้น เพื่อเดินทางไปอังกฤษ ขอเล่าเรื่องตาสักนิดตารูปร่างใหญ่ทรงโรมัน เป็นคนเชื้อจีนลูกครึ่งไทยสายไฮหลำ (คนจีนบ่าบาเขาเรียกกัน ในพื้นที่ )เกิดเมืองไทย เคยไปอยู่ที่เกาะไฮหลำ แม่บอกว่าตาเดิมตาอยู่เพชรบุรีแล้วย้ายมาตั้งตัวที่อำเภอบางสะพานน้อยตามพ่อแม่มา (ตาเกตุ ยายนิ่ม) ตามีมรดกมาก (ตรงนี้เล่าเพื่อการวิเคราะห์สังคมยุคนั้นมิได้เพื่อประโยชน์อะไรขออภัย)แต่แพ้ความเพราะเรื่องพ่อและแม่ของตามีเมียใหม่หลังพ่อของตาตายลง ตาได้ทำหนังสือพินัยกรรมที่ทำด้วยมือหายไปเลยขึ้นศาลแพ้ ระหว่างลูกจริงกับลูกพ่อเลี้ยงมีพิพาทกัน ตาจึงจนพบรักกับยายและย้ายมาอยู่ที่บ้านข้างเขาบ้านข้างเขาดอนตะเคียนที่ห่างจากที่แม่ตายเพียง500 เมตร ตามีที่ดินพอทำกินยุคเกษตรแผนเก่า จากทรัพย์สินเดิมของพ่อและแม่ของยาย(แม่ของแม่เจ้าภาพหรือทายาท) แล้วตาทำงานเก่ง จึงเพิ่มที่ดินขึ้นมาทำกินเป็นสวนมะพร้าวเกษตรกรรมแผนใหม่ ปลูกมะพร้าวเป็นแถวเป็นแนว จนมีที่ในระดับ 100 ไร่เศษหย่อนหนึ่ง แม่เล่าและเพื่อนตารุ่นเดียวกันเล่าว่า ตาเคยรับจ้างทำทางเพชรเกษมสายใต้ของไทย ต้องเดินทางวันละเป็น 10 กิโล คดข้าวห่อน้ำพริกไปทำงาน ตาครันอดีตทหารผ่านศึกเล่าให้ฟังว่า เดินทางไปด้วยกัน ในฐานะที่ตามีเชื้อจีนตาแข็งแรงทำงานเก่ง ไม่เสพสิ่งเสพติดให้โทษ อาตมาจำได้ว่าตาไม่กินเหล้า แต่ตาสูบบุหรี่ใบตองแห้ง ตาชอบถอนฟันด้วยเชือกทำด้วยมือตนเอง ฟันล่างโยนขึ้นหลังคา ฟันบนโยนลงในน้ำ แต่ตาเก็บฟันใส่แก้วใสสีฟ้าไว้ทุกซี่ที่ตาถอน ตาสมถะ เที่ยวทั้งเมืองเจ็ดย่านน้ำ (ธุดงค์) เมื่อเป็นนพระซึ่งเคยเป็น 2 ครั้งฉายา พระคล้าย สุวณฺณคุตฺโต ตาชอบเดินธุดงค์ไปทั่ว และชอบนิมนต์พระธุดงค์ต่างถิ่นมาพักที่ศาลาธรรมที่บ้านเก่า ระยะหลังบวชครั้งสุดท้าย ไปช่วยสร้างวัด(เจดีย์)ที่ทางภาคเหนือ จนไม่สบายจึงเดินทางกลับมารักษาตัวที่บ้าน ตาทำกุฎีไว้ 5 หลังมุงตับจากที่บ้านข้างเขา ไม่เห็นตั้งชื่อ ศพตาชมพ่อหลวงชมอดีตสมภารวัดชะม่วงเคยวางไว้ที่ศาลาธรรมที่ตาสร้างขึ้นนี้นี่รอเผา ตาประดับหินใหญ่ด้วยแรงและมือตนเอง ที่ทุบมาจากเขาไว้อย่างมีระเบียบ ยังเหลือมาทุกวันนี้ แต่กระท่อมร้างหมดแล้ว กระท่อมหรือกุฎีนี้สร้างไว้เพื่อรับแขกพระ มีพระธุดงค์มาพักเป็นประจำ ระยะหลังยายเคยพาแม่ชีวันเพ็ญ แม่ ดร. สุนทร พลามินทร์มาทำกระท่อมทำสมาธิครั้งหนึ่ง ทรัพย์สินชิ้นนี้ไม่ได้เป็นมรดกตกทอดมาสู่อาตมาตามพินัยกรรม ตากับยายเป็นคนพระ ยายมีพี่ชายที่สำคัญมีคนนับหน้าถือตารูปหนึ่งคือปู่ช่วงวัดหินกอง อดีตพระอธิการช่วงเจ้าอาวาสวัดเขาถ้ำม้าร้อง และคู่สวดองค์สำคัญในอำเภอบางสะพาน ท่านเป็นพระเถระรูปหนึ่งในอำเภอขณะที่ท่านเป็นศิษย์ปู่ท้วมพระที่นับถือของแม่ดัด ประจวบเหมาะ เจ้าอาวาสวัดเขาโบสถ์(พระอารามหลวงปัจจุบัน) มีที่น่านับถือต่อมาของตาพี่ชายของยายคือ อายุท่านยืนถึง 109 ปี มีคนจะมาทำข่าวแต่ตาคนนี้ไม่ชอบ ปู่ช่วง ชอบอยู่เงียบ ๆ และได้ปลีกมาอยู่วัดหินกองซึ่งเป็นวัดเงียบขนาดเล็กที่มี ป้ายรถไฟจอดให้ลงได้ บ้านดอนตะเคียนเดิมที่ แม่เล่าให้ฟังว่า เดิมชื่อว่า บ้านหนองเสือตาย อาตมาสงสัยต่อคนเก่าเล่าว่า เสือคนหรือเสือโคร่ง อาตมาถาม คำตอบมีว่า เสือที่มาตายที่หนองบ้านนี้จึงชื่อว่าบ้านหนองเสือตาย มิใช่คนที่เป็นโจรถูกยิงแล้วมานอนตายที่หนอง อย่างที่อาตมาเข้าใจ วัดหนองเสือตายนั้นคือที่บริเวณที่หมู่บ้านนี้มีชื่อ เดิมทีอาตมาสันนิษฐานว่า เสือที่ถูกยิงเพราะช่วงที่ ล้นเกล้า รัชกาลที่ 5 เมตตาสร้างทางรถไฟสายใต้ และมีโจรไปปล้นคนสร้างทางรถจึงถูกตำรวจยิง และหนีมานอนตายที่หนองน้ำดังกล่าว ข้อสันนิษฐานนี้จึงตกไป ดอนตะเคียน นั้นชื่อเดิม บ้านหนองเสือตาย ต่อมาเปลี่ยนเป็น ดอนตะเคียน เพราะมีตะเคียนไม้ผีดุ มากที่นี้ และต่อมาเป็นบ้านหนองคล้าเพราะมีคล้ามาก เมื่อสมัยใหม่ยุคนายอำเภอธวัช ธนจินดา สรุป หมู่บ้านนี้เดิมชื่อบ้านหนองเสือตาย เปลี่ยนมาเป็นหมู่บ้านดอนตะเคียน และเปลี่ยนมาเป็นบ้านหนองคล้าตามลำดับ นี่คือความเป็นมาของหมู่บ้านที่แม่เกิดอยู่อาศัยที่ทำกินมาตอลดชีวิตที่อยู่ในเมืองนี้ ประวัติ นายซิวเม้า แซ่แต้(นายซิวกิ้ว แซ่แต้ หรือนายย่งง้เนแซ่แต้) ชื่อหนึ่งตามหนังสือเดินทาง ชื่อหนึ่งชื่อยี่ห้อร้าน ชื่อหนึ่งเพื่อนตั้ง และชื่อที่เรียกที่พุนพินพ่อชื่อว่าเจ็กแต้ พ่อเป็นบุตรนายแต้ชากี่และนางชาลิ้มทะเบียนบัตรประชาชนไทยเลขที่ 3770500048442 ตายเมื่อ24 ธ.ค. พ.ศ. 2451 ที่บ้านเลขที่ 72 ม9 ต บางสะพาน อ. บางสะพานน้อย จ ประจวบคีรีขันธ์ เข้าประเทศไทยเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2485 สิ้นชีวิต ด้วยโรคชราภาพ นับอายุได้ 85 ปี อาชีพค้าขาย คุณพ่อพูดภาษาจีน อาตมาไม่เป็นภาษาจีน แต่คุณพ่อเล่าเท่าที่จำได้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ คุณพ่อมาจากเมืองจีนทางเรือโดยการชวนของ อาทั้งสองที่อยู่ในเมืองไทยแล้ว(พ่อของพ่อเป็นพี่ชายคนโต อาของพ่อมี 3คน คนหนึ่งตายสมัยสงครามญี่ปุ่น อีก 2 คนอยู่เมืองไทยคนที่บ้านตลาดพลูอาที่ 2 อาที่3 อยู่ บุรีรัมย์)คุณพ่อเล่าว่าก่อนมาเมืองไทยพ่อเคยมีคู่หมั้นแล้ว แต่ต้องออกจากจีนจึงไม่ได้แต่งงานกันจนมาพบคนรักใหม่คือแม่ อาตมาเคยไปเยี่ยมปู่ที่เมืองจีน พ.ศ.2512 คู่หมั้นเก่าของพ่อมาเยี่ยมอาตมาถึงบ้านปู่ทีเดียว) พ่อขณะอยู่เมืองไทยแล้วเคยได้รับอนุญาตให้ถือหนังสือเดืนทางไทยไปประเทศจีนจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะพ่ออยู่เมืองไทยไม่เคยทำความผิดกฎหมายไทย คุณพ่อเป็นพี่ชายคนโตในจำนวน น้อง 2 คน เป็นชาย 1 หญิง 1 ชายชื้อ ซิวหง แซ่แต้ หญิงไม่ทราบชื่อและได้สูญหายไปในเมืองไทยและไม่พบกันอีกเลยนับจากการออกมาจากเมืองจีน อนึ่งคุณพ่อเป็นชาวจีนอพยพมาในยุคการเปลี่ยนวัฒนธรรมของประเทศจีน พ่อมาเมืองไทยมาอยู่ที่บ้านตลาดพลู บางยี่เรือ ธนบุรี เคารพรัก พระเจ้าตากสิน เพราะมีนามสกุลจีนเดียวกัน เมื่อมาเมืองไทยแล้วได้ช่วยอาขายผักที่ตลาดพลู และต่อมาย้ายไปหลายจังหวัด เช่น กับอาที่บุรีรัมย์(พ่อคุณสุวิมล วงศ์ทองศรี)และย้ายไปหลายจังหวัด สงขลา ตรัง สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์จนพบรักกับแม่และมีสักขีพยานรัก 1 คนคืออาตมา เมื่อแต่งงานจดทะเบียนสมรสแล้วได้เปิดร้านค้าขายของที่ตลาดอำเภอบางสะพานน้อย รุ่น(หมอ)นายสุ่น ตันประเสริฐ เท่าที่ทราบคุณพ่อเขียนหนังสือจีนสวย คิดเลขเก่ง ได้สร้างบ้านให้พ่อแม่อย่างดี 1 หลังไว้ที่ประเทศจีน คุณพ่อตายอย่างสงบ มีโรคประจำตัวคือวัณโรคแต่รักษาหาย คุณพ่อกินเจที่เขาลูกช้างได้รับตำแหน่งอาจารย์ในระดับ “เซียน” ประวัติการศึกษาพ่อ จบชั้น มัธยม 3 ประเทศจีน หน้าที่งานสาธารณกุศล
หนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพนางหงษ์ ทะเบียนมรณบัตรเลขที่ 01-770559862 มกราคม 2552ณ เมรุ วัดดอนตะเคียน ตำบลบางสะพาน อำเภอ บางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คำปรารภ เล่มที่ 1 หนังสือเล่มนี้ เรื่อง การเข้าถึงพระรัตนตรัย เป็นหนังสือสอนเรื่องการเชื่อในแก้วสามดวงในพระพุทธศาสนา อันเป็นแนวทางการเข้าถึงศาสนาพุทธในระดับสูง ซึ่งผู้เขียนได้เขียนขึ้นสมัยเรียนหนังสือที่วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ ยุคเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ ปธ 8)เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ของไทยรัตนโกสินทร์ ผู้เขียนเห็นว่าสมควรนำมาพิมพ์แจกผู้ร่วมงาน เพื่อประโยชน์แด่ทุกคนต่อไป เล่มที่ 2 หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลฉบับที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนดังกล่าวทายาทได้นำมาพิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพเพราะผู้เขียนหนังสือนี้ทำขณะไปพยาบาลมารดา เพื่ออุทิศส่วนดีของหนังสือนี้ถ้ามีให้มารดาในฐานะที่มารดาเป็นคนให้โอกาสทางการศึกษาของผู้เขียนมาโดยตลอด พระมหามาติณ ถีนิติ วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553 สารบัญ ประวัติแม่หงษ์ ประวัติพ่อซิวเม้า จดหมายคำไว้อาลัย 1. พระราชสิทฺธิมุนี วัดมหาธาตุ กทม. 2. หลวงพ่อเจ้าคุณชอบ ชุมพร 3. หลวงพ่อเจ้าคุณอมร วัดโพธิ์ กทม. 4. หลวงพ่อเจ้าคุณประสาท สุพรรณบุรี 5. ท่านพระครูวัดพระธาตุจอมกิตติ เชียงแสน 6. คณะคุณหญิงอนุกิจวิธูร 7. คณะศิษย์รุ่น2506 รร. ธีราศรมวิทยา 8. คระ รร. วัดดอนตะเคียน 9. คุณชำนิ ไพพิเชษฐ์ 10. คุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ 11. คุณชัยภัฎ จันทร์วิไล 12. คุณวิญญู แจ่มขำ 13. แม่ชีอมรพันธ์ เกาะพะงัน 14. ประธานสถาบันแม่ชีไทย 15. คุณประจักษ์ สมบูรณ์บูรณะ 16. แม่ชีจุก วัดสร้อยทอง 17. ท่าพระครูสุมนต์ สมุทรปราการ 18. แม่ชีคำนึง บางสะพาน 19. พตท. วุฒิ มุลกุณี 20. พระจันทปัญโญ(มาโนช โรจน์เสถียร)และคณะอีก 21. สมชาย(ช่างจิ๋ว) แย้มหงส์ บางสะพาน 22. และท่านอื่น ๆ อีกที่เจ้าภาพไม่ทราบและหนังสือแก้คำผิดบางเรื่องในหนังสือนี้ สาระน่ารู้ในหนังสือฉบับนี เรื่องต้นมะไฟเต่า วิธีเปิด หนังสือ “มนต์พิธี” ของพระครูสมุห์เอี่ยม วัดอรุณฯ หนังสือเรื่อง “การเข้าถึงพระรัตนตรัย” โดย พระมหามาติณ ถีนิติ นิยายเรื่องยาวเรื่อง ถนนสิลม ประวัตินางหงษ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2570 ที่ บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีบัตรประชาชนไทยเลขที่ 3-7705-00048-43-4 พ่อชื่อนายคล้าย แม่ชื่อนางหนู มีพี่น้องหญิง 4คน และน้องชาย2คน น้อยชายเสียชีวิตแต่เยาว์วัย ส่วนหญิง 4 คน คือ หงส์ - เฮียง- เฮียว - ปัจฉิม พี่น้องทั้งหมดแต่งงานหมดแล้ว สำหรับนางหงษ์ มีบุตร 1 คน แม่เสียชีวิตเมื่อ เมื่อ วันที่ 2 มกราคม 2552 เวลา 00.33อายุ 82 ปี ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต ศพฝังไว้ที่สุสานชั่วคราม เปา เกง เตง เขาช้าง(โรงเจเก่า) ตำบล หนองกระทุ่ม อำเภอ ปากท่อ จังหวัด ราชบุรี การศึกษา พ.ศ. 2480 จบการศึกษาประชาบาล ร.ร. วัดดอนตะเคียน บางสะพานน้อย ประจวบคีรีขันธ์ ครูใหญ่ชื่อชัด (เมือง-) พ.ศ. 2507 จบจูฬอภิธรรม ตรี สำนักเรียนวัดเขาถ้ำม้าร้อง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2508 จบจูฬอภิธรรมโท สำนักเรียนวัดเขาถ้ำม้าร้องจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2509 จบจูฬอภิธรรมเอก สำนักเรียนวัดเขาถ้ำม้าร้องจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานสาธารณะ พ.ศ. 2504 บวชชีวัดสร้อยทอง ช่วยงานบูรณะฟื้นฟูวัดสร้อยทองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามโครงการของ คณะ พ.ท. พระประชาฤทธิฤาชัย (อิ๊ด)เพื่อนจอมพลแปลก ขีตะสังคะ พ.ศ. 2508 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแม่ชีวัดเขาถ้ำม้าร้อง พ.ศ.2510-51 ทอดผ้าป่าและกฐินสามัคคีกับสามี และร่วมงานการกุศลอื่น ในเขตบ้านเกิด 2551 สร้างเสาโบสถ์ถวายวัดดอนตะเคียน 1 ต้น เป็นเงิน 10,000 และทำบุญด้วยเงินจำนวนหนึ่ง พ.ศ.2507 เคยร่วมประชุมวิปัสสนากรรมฐานทั่วประเทศ ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพ ฯ กิจกรรมระดับประเทศของของวัดสร้อยทองนำโดยพระครูสังวรสมาธิวัตร(ประเดิม) สถาบัน แม่ชีสังกัดวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ แม่ชีสังกัดวัดเขาถ้ำม้าร้อง ประจวบคีรีขันธ์ เป็นสมาชิกสถาบันแม่ชีไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถือหนังสือสุทธิบรรณ ประวัตินายซิวเมา (สามี) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2465 ที่เมืองจีน หมู่บ้านแพเจ ตำบลซงแปะอุย อำเภอ ลิโอว จังหวัดเผาเลง มณฑลกวางตุง ประเทศจีน บัตรประชาชนไทยเลขที่ 3—7705-00048-44-2 เป็นบุตรของนายขากี่ และนางชาลิม พ่อมีพี่น้อง 3 คน ชาย 1 คน ชื่อ นายซิวหง และหญิงหนึ่งคน ชื่อซิวงาย พ่อ ได้เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. - และสมรสกับนางหงษ์จดทะเบียนสมรส ที่ว่าการอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีบุตร 1 คน พ่อตาย เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 17. 30 น ด้วยโรคชราภาพ ศพฝังไว้ที่สุสานชั่วคราม เปา เกง เตง เขาช้าง(โรงเจเก่า) ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัด ราชบุรี การศึกษา จบการศึกษาสูงสุดในประเทศจีนระดับมัธยม งานสาธารณะ เป็น”ซินแซ”ในเขตพื้นที่บางสะพานน้อย ช่วยงานโรงเจ ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎษร์ธานีทุกครั้งปีมีงานมื่อมีชีวิตอยู่ ช่วยงานซินแซ โรงเจเขาลูกช้าง ปากท่อ ราชบุรี ทุกเทศกาลกินเจทุกปี สถาบัน สมาชิกสมาคมคนเมืองแผาเลงจากประเทศจีน ในประเทศไทย ประวัตินางหงษ์ (ประทุมทิพย์) (บันทึกอื่นอีก) ชาติภูมิ คุณหงษ์ เกตุมณีเดชา (นามสกุลตั้งใหม่หลังพ.ศ.2475))เกิดที่ บางสะพานน้อย เป็นบุตรี นายคล้าย (แซ่บาง ตระกูลที่รู้จักกันในพื้นที่คือตระกูลเจ๊กเกตุ)และนางหนู เกตุมณีเดชา(แก้วขำลูกนางวอน นามคุ้ม แก้วขำคนยุค รัชกาลที่ 4-5))มีบุตร 1 คนชื่อ พระมหามาติณ ถีนิติ ศศ.ม.( ด.ช.บุญนาค เกตุมณีเดชา) เป็นสักขีพยานรัก คุณแม่มีพี่น้องรวม 6 คน เป็นชาย2(จำชื่อไม่ได้ เสียอายุแต่เยาว์วัย) และมีน้องสาว 3 คนคือ เฮียง เฮียว ปัจฉิม ญาติที่สำคัญที่ขึ้นชื่อในพื้นที่คือ นายเกียรติ(จากตระกูลไฮหลำ เดชอุดมวัฒนา คฤหบดีบ้านปากคลองที่มีลูกชายเป็นกำนัน2553) แม่เล่าว่าแม่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อสร้างตัวในยุคการพัฒนาเกษตรกรรมสมัยให้คนจับที่ดินทำกินเพิ่มและแม่เป็นกำลังสำคัญให้กับครอบครัวและเลี้ยงน้องทุกคน ลำบากมาก นับจากการสร้างสวนจากที่เป็นป่าที่ไม่มีอะไรเลยจากสมบัติเก่าตามแผนเก่า แม่ปลูกมะพร้าว หาบของขาย ปลูกผัก พืชสวน เลี้ยงดูพ่อแม่ ประวัติการศึกษา จบประถม 4 รร ประชาบาลวัดดอนตะเคียน จบจูฬอภิธรรมเอก สำนักเรียนวัดระฆัง(อภิธรรมโชติกธรรมจริยะ) จูฬตรี สำนักเรียนวัดวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ จูฬโท สำนักเรียนวัดเขาถ้ำม้าร้อง ประจวบคีรีขันธ์ จูฬเอกสำนักเรียนวัดเขาถ้ำม้าร้อง ประจวบคีรีขันธ์ เรียนประถมศึกษาจบ ประถม 4 ร.ร. ประชาบาลวัดดอนตะเคียน รุ่นเดียว กับครูจรุง อุ่นใจ ครู รร วัดดอนตะเคียน และ นางจุฬี กันภัยคหบดีบ้านหนองคล้า เป็นต้น มีครูชัด (เมือง-)เป็นครูใหญ่ อาชีพ เกษตรกรรมคุณแม่ไม่เสพสิ่งติดทุกชนิด หมาก เหล้า กาแฟ ทำงานทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกคนในพื้นที่รู้จักเรื่องความขยันของแม่ดี ตื่นเช้ามาหุงข้าวใส่บาตร เลี้ยงหมา 1 ตัว แมว 1 ตัว ชีวิตแม่ชี และแม่ได้แยกกับพ่อชั่วคราวและไปบวชชีที่วัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ ช่วยงานบูรณะวัดสร้อยทอง โดยการชักนำของสมัยอาจารย์ประเดิมอดีตครู ร.ร. บางสะพานวิทยา บางสะพาน พระครูสังวรสมาธิวัตร (ประเดิม โกมโล) เมื่อแม่บวชชีแล้วได้เข้าทำกรรมฐานและช่วยงานวัดในความควบคุมดูแลของ คุณนายเล็ก รัตรัตนะ และ พ.ท. พระประชาฤทธิฤาชัยผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของวัดสร้อยทองขณะนั้น มีแม่ชีคนสนิทเช่น แม่ชีสุธรรมา จันทร์เติม(อดีตหัวหน้าแม่ชีสำนักวัดสร้อยทอง) และ แม่ชีจำลองลักษณ์ คงสาหร่าย(อดีตประธานสถาบันแม่ชีไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์) นอกจากนั้นดูแลผู้มีแนวร่วมทางความคิดแรงบุญ จนสนิทชิดคุ้นรู้จักกันในนาม “หนูประทุมทิพย์” ที่พอเอ่ยชีเก่าวัดสร้อยต้องรู้จักคือมีอาทิเช่น คุณหญิงอนุกิจวิธูร(แฉล้ม เทพหัสดิน ณ อยุธยา) คุณปิ๋ว กระทุ่มแบน คุณนายสังวาลย์ ชุติชูเดช แม่ชีพิศ สุชาโต คุณนายใหญ่(ผูก)(นางประชาฤทธิฤาชัย) (ภริยาหลวงของคุณพระประชา) เป็นต้น และต่อมาแม่ได้ย้ายมาอยู่วัดถ้ำเขามาร้อง มาดูแลคุณลุงคือพระอธิการช่วง วิสารโท(ปู่ช่วง วัดหินกอง)พระคู่สวด ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องชายของแม่ของแม่ที่ท่านบวชแล้วช่วยสร้างวัดไปทั้งเมือง วัดที่สร้างเป็นรูปธรรมคือวัดถ้ำเขามาร้องร่วมกับพระมหาพุฒ อดีตศึกษาจังหวัดประจวบฯ (ยุคสังฆมนตรี)พระครูปัญญาโสภิต (สำรวย) อดีตศึกษาอำเภอบางสะพาน(สงฆ์) คุณแม่สังกัดวัดถ้ำม้าร้องจนกระทั่งลาสิกขาและกลับมาอยู่กับสามีตามเดิมที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำการค้าเล็กน้อย และต่อมาย้ายมาอยู่ที่บ้านดอนตะเคียน ประกอบอ

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

mome and her lovers

rbTudii, ะ้ำ หะีดด ทีททั แำพำทนืรฟว ไรสส ะฟาำ ยสฟแำ ฟดะำพ ทนท ินกั รห พำฟกัใ เนก ิสำหห ้ำพ ฟืก ้รทำ ้ฟยยืรำหห ดนพ ฟ ะรทำ ิำรืเมฟห ทำ รห ืนะ ฟะ ะ้ำ ยำฟแดีส หระีฟะรนืใสนอำ ฟืก ารหหฃนปดนพกรฟื ทฟกพะรื ะพรืระัplease lie as peacfully ,will be stuffed amummy in due course as ne not at still peaclyfull and i will do good ,please tyhe lotd the buggler not steal my mom tom and her body away from me from oxfordian martin trinity