มิติพจน์
ตอนที่
388
รถไฟตกรางภาพนี้น่ากลัว เพราะทำให้ตนเองผิดนัด"ไบฟอนปรารภ"
ตอนนั้นจำได้ว่า ไปนัดตามหมายศาล
และไบฟอนไปไม่ทันแค่นอนผิดนัดศาลมีโทษ
ไบฟอนตกใจมาก
ตนเองน่าจะเป็นบุคคลไร้ความสามารถ
ที่จะมาศาลที่เมืองเคฟอง แต่ไบฟอนเลิกคิด
ว่าอะไรจะเกิดขี้นตามมา เพราะมันเกิดก็เกิดมันเป็นเหตุสุดวิสัยว่ากันไปตามเนื้อผ้า
แห่งตัวกฎหมายที่มี มันคงไม่และไม่เกินเหตุผล และมันคงไม่เป็นตรรกวิบัติแน่นอ
น แต่การผิดนัดไปตามหมายศาลนึ้ผิดอย่างแรงสำหรับไบฟอน
ไม่กล่าวถึงมันในตอนนี้แต่จะกล่าวถึงรถไฟตกรางมันเป็นรถไฟสายที่ไบฟอนเดินทางมาศาลเสียด้วย
รถไฟแช่เย็นหนึดแบบหืดขึ้นคอแต่ไบฟอนชอบอย่างนี้จึงโดยสารมากับมัน
หวังว่าการเดินทางในวันนั้นคงสวัสดี แต่มันไม่
รถไฟจากเอทินไปไคฟองระยะทาง600กิ
โลเมตร แต่รถไฟมาตกรางที่สถานีอีวอน
อีก80กิโลเมตรเท่านั้นจึงจะถึงสถานีไคฟอง
งบการเงินไบฟอนมีจำกัดถ้าจับมอร์วิ่งไปให้ทันหมายนัดศาล
ก็คงจะทำได้จาก"สถานีอีวอน"(Evon)ถึง"สถานีไคฟอง"(Kyfong)
จากรถตกรางครั้งนี้โชคดีที่การรถไฟแห่งเอทิน มีรถบั้นจั่นชนิดเรือบิน มายกรถไฟได้ทันที
แม้กระนั้นไบฟอนก็พลาดนัดศาลอยู่ดี
ในวันนั้นกว่ารถบั้นจั่นชนิดเรือบินมายกรถไฟที่ตกรางที่ตนเดินทางโดยสารมา
เมื่อเสร็จจากการกู้หัวรถจักรต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง
เพราะรถบั้นจั่นยกรกมีภารกิจมาก
จึงมาถึงสถานีอีวองช้ากว่าปกติ
เป็นผลให้ตัว ไบฟอนเองมาถึงเมืองไคฟองมืดพอดี
ไบฟอนถ่อสังขารมาถึงหน้าศาลไคฟองจนได้ ในที่สุด ที่จริงไคฟองมีฐานะเป็นตำบลเท่านั้น แต่มีศาลที่นี่ และตำบลนี้มันจึงถูกเรียกว่าเมือง
ประตูศาลปิดแล้ววันนั้น
และคืนนั้นๆเดือนหงายไบฟอนจำได้
ที่เมืองไคฟองมีไฟฟ้าชนิดแสงไฟเซลสุริยะ ทั่วศาลคงเปิดไฟสว่างไปหมด ถ้าตนเองไปตรวจดู
ก็ตนเอง ขณะเดินไปที่หน้าศาล ไบฟอนเหลือบไปเห็น
ป้ายสำคัญประกาศอยู่
จึงหยุดยืนดูและอ่านคำประกาศนั้นอย่างละเอียด
พบชื่อตนเองอยู่ด้วยและพบว่าศาลประกาศชัดเจนว่า
หมายเลยลำดับที่14 หมายนัดศาลนี้ไม่มาตามนัด
จึงให้ผู้รับหมายศาลที่มีจดหมายลงทะเบียนตอบรับไปแล้วนี้
ที่ไม่มาตามนัดนี้
ต้องหาทนายมาแก้ต่าง
ว่าทำไมผิดนัดศาล
ถ้าหากผิดนัดอีกครั้งจะเพิ่มโทษ แนบท้ายคำตัดสิน
และก่อนจะถึงวันนัดหมายศาลครั้งต่อไป
ที่จะกำหนดอีกครั้งมีขึ้นภายใน 365 วัน นับจากวันติดประกาศนี้
อย่างไรก็ตาม
และเมื่อผู้รับหมายทราบเรื่องนี้แล้ว
ต้องแจ้งให้เสมียนศาลไคฟองรู้ภายใน7วัน
นับจากได้พบประกาศนี้
ประกาศนี้มีติดผ่านสื่อมวลชนและรัฐกิจจานุเบกษาแห่งรัฐเอ
ทินภายใน 3 วันเป็นสาธารณะนับจากวันผิดนัดศาลครั้งนี้
หากผู้ใดฝ่าฝืนอีกครั้งการตัดสินครั้ง
สุดท้าย จะยกประโยชน์ให้ศาลตัดสินโดยไม่มีตำค้านและคำอุธรณ์ใดๆทั้งสิ้น และให้ถือว่าผู้ต้องคดีดังกล่าว ต้องยอมรับคำสั่งลงโทษโดยดุษฎียภาพทุกประการ
ทันทีที่ไบฟอยอ่านประกาศนั้นจบ
รู้สึกกระหยิ่มใจว่าเรายังไม่ต้องคำพิพากษา
ในทันที เพียงผิดนัดหมายศาลครั้งแรก
ด้วยเหตุผลอันควรที่ตนคิดว่าใช้ได้นี้
ไบฟอนคิดว่า ถ้ามาไม่ทันหมายนัด
คงจะต้องมานอนรออยู่ที่หน้าศาล
วันรุ่งขึ้นจึงค่อยเข้าไปบอกศาลว่า
"พอดีรถไฟที่ตนโดยสารมามันตกราง"
ข้อแก้ตัวแบบนี้ศาลคงไม่เห็นด้วยแต่มีเท่านี้ที่ตนเองจะอ้างได้เป็นเหตุผล
และคิดว่าตนจะต้องใข้ถุงนอน(sleeping bag)และอุปกรณ์แคมปิ้ง(camping)ที่พวกโบกมือ( thumb-hitchhikers )
ขอเดินทางไปด้วยชอบใช้เสียแล้ว คืนนึ้
ขออนุญาตยามนอนที่สวนหย่อมหน้าศาล
ด้วยเหตุจำเป็น
แต่เมื่อไบฟอนรู้ว่า
ศาลให้เวลาอีกหนึ่งปีคืออีก365 วันเพื่อมาฟังคำพิพากษาของศาลใหม่ได้
ตนเองจึงไม่ต้องตั้งแคมป์นอนรอที่หน้าศาล
และตัดสินใจทันที
นั่งรถสายเที่ยวค่ำจากไคฟองกลับไปเอทิน
ทันที ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางอีก12 ชั่วโมง
เหตุผบที่ตนต้องรีบกลับ เพราะที่บ้านเอทิน
ตนได้ทิ้งแมวแม่ลูกอ่อนเอาไว้อยู่ตามลำพั
ง ที่ตนเองกลัวว่ามันจะเหงา
และปกติไบฟอนก็นอนกับแม่มันทุกคืนอยู่แล้ว
มันเป็นแมวสีสวาด(Siamese cat ,blue eyes with 7 brown points)ที่ไบฟอนรักและหวงแหนมาก ตอนแรกคิกจะหอบมันมากับตนเองที่ศาลด้วย แต่ดูมันแปลกเกินจึงทำให้ไบฟอนไม่ทำ
อย่างไรก็ตาม ไบฟอนได้หาซื้อปลาซาบะย่าง และปลาซูซิมิทอดไปให้แม่แมวอย่างละ2ตัวที่ร้านปิ้งย่างหน้าตลาดสดไคฟอง
ติดตัวกลับบ้านเอทินมาด้วยเพื่อแมว
รถไฟตกรางไบฟอนนำมาคิดๆและคิด ขณะนั่งอยู่บนรถไฟโบกี้ที่12 ใกล้ตู้เสบียง
ที่นั่งเป็นตั๋วขั้น3 ธรรมดา(third class ticket)
รถไฟขบวนนี้ไม่มี"ขึ้เมาและไม่มีโสเภณี
และคนหาบเร่ขายของบนรถ"ที่ได้รับอนุญาต มีตำรวจรถไฟตรวจตราอยู่ตลอดเวลา
ถ้าตำรวจรถไฟพบ"คนขี้เมาโสเภณีและคนหาบเร่"เขา
จะถูกตำรวจรถไฟจับส่งลงรถไฟทันที
ไม่ว่ารถไฟจะวิ่งอย่างไร รถก็จะหยุดจอดส่งออกจากตัวรถไฟไปทันที เป็นวัฒนธรรมที่เอทินสำหรับความผิดชนิดนี้
โทษชนิดนี้คนที่โดยสารรถไฟสายนี้ที่เอทินกลัวกันมาก
มีสายหนึ่งเป็นรถโดยสารและขนสินค้า
วิ่งระหว่างเอทินกับ"เมืองหมู่บ้านเมเดีย
ระยะทาง1,000 กิโลเมตร เค้า จะอนุญาตให้"คนขึ้เมา โสภณี กาเล่นการพนัน สูบกัญชา หมอนวด" มีได้ประจำบนรถไฟได้
แต่ค่าโดยสารแพงมาก
รถไฟตกรางไบฟอนพึ่งมาประสบเป็นครั้งแรก ตอนมานัดตามหมายศาลครั้งนี้
แต่ตนเองก็ไม่เสียใจ และไม่คาดคิดว่า
"มันจะเกิดเหตุนี้ขึ้น"
เพราะตนเองก็เหมือน"ชีวิตรถไฟตกราง"คือมีชีวิตแบบลุ่มๆดอนๆเหมือนรถไฟขบวนแช่เย็น และบางครั้งตกราง ก็เหมือนรถไฟสายเอทิน-ไคฟองนั่นเอง
แม้ชีวิตไบฟอนมั่นคง
คิดว่าชีวิตตนเองเหมือนรถไฟสายนี้
จริงๆนะ
และเมื่อมันมาประสบเหตุการณ์แบบรถตกรางมันก็หมือนการรำลึกถึงชีวิตตนเองอีกครั้งมันคล้ายๆกันเป็นเหมือนมโนคติบางอย่าง
ทำไมเหรอ!ไบฟอนขออธิบาย จะไม่ให้ยาวและละเอียดมากนัก
เพราะตนเองไม่ชอบให้ชีวิตตนเองเป็นนวนิยาย หรือเป็นบทละครแก่นักประพันธ์ใดๆไปใช้เป็นวัตถุดิบ
ก็รถไฟตกราง อย่างนี้มันก็เหมือน
ชีวิตตกราง เหมือนอย่างชีวิตของไบฟอน
ที่มีชีวิตเหมือนรถไฟตกราง นิยามสั้นๆว่า"ชีวิตตกราง"
เพราะชีวิตสมรสของคุณพ่อคุณแม่ของไบฟอน นั่นเองเป็นสาเหตุหลัก
คือระหว่างอดีตท่านลอร์ดคิมหงวนและท่าน
เลดี้แอบบา ท่านทั่งสองมีชีวิตเศร้าๆ
คือมีชีวิตสมรสขาดตอน
กล่าวคือเดิมทีเดียวท่านมีชีวิตสมรสจดทะเบียนเรียบร้อย
สู่ขอหมั้นหมาย
แต่งงานถูกต้อง
แต่เมื่อคลอดบุตรคนแรก
คือนายเด็กชายไบฟอนขึ้นมา
แล้วอีกระยะหนึ่ง ท่านทั้งสอง ก็แยกทางกัน
โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่าแต่อย่างใด
แม้วันฮันนี่มูน(honeymoon )ท่านทั้งสอง
ได้สาบานกันไว้ว่า "เราสองจะไม่แต่งงานกับใครอีกเลยชีวิตนี้"
และต่อมาท่านทั้งสองได้ปล่อยให้ไบฟอนอยู่กับท่านลอน์ดวินทาร์ และท่านอดีตเลดีนิเนียน
และต่อๆมา โดยท่านทั้งสองมีศักดิ์เป็นตากับยาย
ของไบฟอนและท่านทั้งสองไม่มีบุตรชาย
แม้มี2คนก็ตายไปแล้วตอนเล็กๆ ที่ไม่นับว่ามี
เพราะตายไปแล้ว เอทินไม่นิยมนับคนตายให้มามีบทบาทในการบันทึกอะไรที่เป็นประเด็น
ตอนนั้นที่บ้านใหญ่เอทิน
ก็มีท่านทั้งสองและมีคนใช้หญิงบ้างบางเวลา และไบฟอน
และมีน้าสาวของไบฟอนๆคนนี้ต่อมาแต่งงานไป แยกครัวไปอยู่เมืองหมู่บ้านชื่อว่านินจาซึ่งเป็นหมู่บ้านนิคมสร้างตนเอง
มีน้าเขยและน้าสาวของไบฟอนท่านนี้มีผัวจน
สรุปไบฟอนอยู่กับท่านลอร์ดวินทาร์และอดีตเลดี้นิเนียนและคนใช้ และหมาตัวสีดำ
ที่บ้านเอทินร่ำรวยมากกว่าทุกคนในเอทิน
ก่อนลอร์ดวินทาร์ตายลง
พบว่าเลดี้แอบบา และอดีตลอร์ดคิมหงวน
ทั้งสองไม่แต่งานกับใครอีกเลย เมื่อแยกทางกันกันอยู่ถึง 40 ปี จนวาระสุดท้ายท่านทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันอุกครั้ง
หลังอดีตเลดี้นิเนียนตายลง
จนวาระวันสุดท้ายก่อนท่านทั้งสองคือบิดามารดาของไบฟอนสิ้นชีพ เมื่อได้พบหน้าลูกชายคือไบฟอน
อีกครั้ง พร้อมพินัยกรรมรับมรดกของไบฟอนถูกยื่นให้
3ชีวิตพ่อแม่ลูกได้อยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง ในชั่วระยะเวลาไม่เกิน24ชั่วโมงทั้งพ่อและแม่ของไบฟอนก็ตายลงอย่างน่าอัศจรรย์
ดูว่าเรื่องราวของไบฟอนน่าจะจบแต่มันหา
เป็นเช่นนั้นไม่ หลังไบฟอนได้รับมรดกตาม
พินัยกรรมแล้ว
เพราะในมรดกนั้น มันมีคดีแพ่งพิสดารและอาญาพิสดารที่ไบฟอนต้องสะสางในขณะรับมรดกของเลดี้แอบบา อีกมากมาย
สาระและสิ่งสำคัญที่เป็นคดีความคือ
เอกสารต่างๆที่เลดี้แอบบาเคยทำไว้ไม่มีลายเซ็นของอดีตลอร์ดคิมหงวนอยู่ด้วย
ซึ่งตามกฎหมายเอทินนั้นเอกสารใด ๆ ที่คู่สมรส
ทำลงไปต้องมีลายเซ็น2คนด้วย
มิฉะนั้นเอกสารนั้นจะเป็นโมฆียกรรม
คือทายาทมีสิทธิบอกล้างได้
อนึ่งไบฟอนตอนอยู่ที่อังกฤษ
ทราบเรื่องนี้ดี ว่าต่อไป ที่บ้านเอทินจะมีปัญหา เพราะทรัพย์สินจำนวนมากขาดการเอาใจใส่ดูแลเชิงนิติสัมพันธ์
ใช่! มันเหมือนกัน แต่เป็น
นิติสัมพันธ์พิสดารอีกหลายเรื่อง
นับจาก
สมัยลอร์ดวินทาร์จนสมัยไบฟอนมารับมรดก(take over)
มิได้กระทำโดยความเห็นชอบร่วมของวิญญูชนของตระกูล คือต้องมีไบฟอนเห็นชอบด้วย "ถ้าไม่มี"
เอกสารนั้นๆก็เป็นโมฆียกรรมเช่นกัน
เพราะไบฟอนเคยเรีบนกฎหมายมา แต่ไม่ได้จดทะเบียนว่าความได้
แต่ถึงแม้กระนั้น
การคสดการณ์ไกลมีอยู่
คือไบฟอนได้มีจดหมาย
แสดงเจตจำนงว่าเมื่อสิทธิโต้แย้งใดมีอยู่ได้
ถ้าทรัพย์สิทธิ์ทั้งหมดที่ อาจมีกลฉ้อฉลหรือ
เจตนาผิดกระทำลงไป โดยที่ไบฟอนทายาท
ไม่ได้รับรู้ก่อน เอกสารนั้นๆถือว่าเป็นโมฆะหรือโมฆียกรรมได้ เอกสารนี้มอบให้ไว้แด่นายอำเภอตัวแทนแห่งเอทิน
เขตบ้านเอทินนี้ไว้เป็นสำคัญผ่านทางสถานฑูต
บิดามารดาของไบฟอนท่านมีบุตรคนเดียว
ประวัติของท่านทั้งสอง
ทำมาหากินเก่ง ประกอยสัมมาอาชีพมาโดยตลอด ไม่กินเหล้า ไม่ติดการพนัน รู้จักออมทรัพย์ และเป็นคนมีนิสัยมัธยัสถ์
ตั้งอยู่ในศีลในธรรม และทำบุญ บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์เสมอมิได้ขาด จวบจนชีวิตหาไม่
ปัญหาข้อกฎหมายทั้งหมดเรื่องทั้งหมดมีมูลแต่ไบฟอน"เงียบและนิ่ม"
เกี่ยวกับเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้
แต่ไบฟอนปล่อยให้ศาลตัดสินให้
ซึ่งไบฟอนมอบให้ทนายดำเนินการ เพื่อปกป้องการเสื่อมเสียชื่อเสียวของไบฟอนในฐานะโดยการจ้องมองด้วยอำนาจของมิติชนที่อาจจะตั้งข้อครหาว่า"ไบฟอน
เป็นคนไร้ความสามารถ"และไม่ดูแลปกป้องและป้องกันแก้ไขให้ถูกต้อง
ไบฟอนจึงดำเนินการตามนี้
อะไรควรมิควรประการใด ไบฟอนมอบให้ศาลเป็นอนุญาโตตุลาการสูงสุด
ขี้ขาดทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
ในทุกกรณี
ซึ่งจะผ่านวิธีการนำสืบพิสดารและการชี้สองสถานพิสดาร
ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลานาน อาจจะข้ามพ้นวัยชะตากรรมของไบฟอนก็ได้
คือว่า
แม้ไบฟอนจะเสียชีวิตก่อนข้อยุตินี้จะเกิดขึ้น แต่ไบฟอนมอบ
นิติกรรมนี้ให้มูลนิธิไบฟอนเป็นผู้สานต่อๆไป
เพราะเหตุผลหลักคือคดีนี้มีมูลจะ
ปรากฎในเอกสารนิติกรรมที่ปรากฎในสถานที่รัฐการของเอทินทุกแห่ง ที่บิดามารดาของไบฟอนได้กระทำขึ้นอื่นใดทั้งหมด และที่กระทำไปแล้ว อาจมีการทบทวนและ
ถ้าคดีเลยอายุความ ก็ให้ใช้กฎวิถีประชา และกฎแห่งมโนติเป็นนิติธรรมในการพิจารณาต่อไป
ต่อมาเมื่อไบฟอนสืบค้น
ระหว่างวิ่งขึ้นวิ่งลง
ระหว่างบ้านเอทิน และที่บ้านลับเอทินและคุกตาราตัสคือการวิจัยอิสระในคุกตาราตัส
ไบฟอน
ได้พบงานเขียนโดยนักวิทยาศาสตร์นวนิยายเพิ่มเติมอีกว่า
คำว่าอดีตเลดี้แอบบาเป็นเลดี้แบบเต็มตัว ไม่มีคำว่าอดีตจากเดิมที่เขียนว่าอดีตนำหน้ายศศักดิ์และศักดินา
จึงสรุปมี2ท่านที่เป็นมียศขุนางนำหน้าคือเป็นลอร์ดวินทาร์ท่านตาของไบฟอน
และเลดี้แอบบามารดาของไบฟอน
เท่านั้นที่มียศขุนางนำหน้า
ส่วนนอกน้ันมียศเช่นกันแต่มีคำว่าอดีตนำหน้าเสมอกรณีมียศติดอยู่
ส่วนไบฟอนหลานตาของท่านลอึ์ดวินทาร์และบุตรชายคนเดียวของท่านเลดี้แอบบานั้นเป็นคำคนสามัญไม่มีคำยศอะไรเลย แม้จะมีคำว่าฮอน(Hon. )ก็ไม่มีเช่นกัน
ไบฟอนไม่เสียใจไม่อุทธรณ์ต่อท่านๆฝ่ายเหนือ
เพราะ
นักวิทยาศาสตร์นิยายที่ท่านเขียนมาอย่างงัยก็เอาอย่างนั้น
"ไบฟอนสรุปในที่สุด"