วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2566
ลำนำ3"ฝนมานิดเดียว "
ลำนำ3ฝนมานิดเดียว
น้ำตุ่มที่เฉาก๊วยรอไว้ที่ชายคายังไม่เต็มเลย
น้ำบ่อก็แห้งและขอดลงทุกวัน
ถ้าฝนมาแบบนี้ทุกเวลา
จะทำยังงัยกัน
ชาวนาคนหนึ่วถาม
คำตอยคือความเงียบ
ฟังดต๋าว่าไว้ ว่า
จะทำอย่างไรดี
เมื่อเป็นอย่างนี้
แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเต่าหายไปไหน
มันเป็นพันๆปีแล้ว ที่เต๋าหายไป
เฉาก๊วยคิดว่า
ถ้าฝนไม่มาเยี่ยม"บ้านดีดเคย"นี้อีกเลย
เราคงต้องทำตัวให้เป็นอย่าง"เต๋า"ที่หายไป
ดีที่สุด
เพราะถ้าเราพึ่งน้ำทะเลที่เรามีที่บ้านดีดเคย
ที่เรามี
น้ำทะเลมันเค็มเกินไป
ที่เราจะคิดและใช้มันนอกจากปลาทะเลเท่านั้นที่ชอบกินน้ำทะเล
ทะเลนั้นไม่เคยแห้งเลย
เฉาก๊วยเชื่อว่าเต๋าคงหายไปในทะเล
ถ้างั้นและเต็าตอนนี้คงเป็นปลา
วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566
ลำนำ. ฝนพรำมา"หวัด"ถามหาชาวไร่ที่ดอยมุง
ฝนพรำมา..หวัดถามหาชาวไร่และ
แดดร้อนๆมา ...ความอบอ้าวถามหา
พอเหนื่อนมาความหิวก็ถามหา
พอถึงเตียงนอนที่ห้องหลับถามหา
ถ้าเธอไม่มาความเหงาแห่งรัติกาลถามหา
ไฉนดาวและเดือนไม่เคยถามหาอะไรเลย
น่าอิจฉาจริงหนอ!
เมื่อจะนิทรา หมดประโยคคิดอีกว่ามีอะไรอีกที่ต้องทำ
เมื่อจะกิน ช้อนแลพชามเป็นเพื่อนแท้ที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อมีมันขึ้นมา มันน่าไว้ใจที่สุด
พอมืดฟ้ามัวสลัวลง
อย่างไม่ทันจะพลบค่ำ
อารมณ์ของใจเริ่มผันผวน
กาลเวลาเริ่มปฏิเสธความเที่ยงตรง
แต่หัวใจยังนับได้ว่าเต้นปกติ
หัวใจไม่เคยหลับ
หัวใจไม่เคยกิน
หัวใจไม่เคยนอน
เมื่อตายลงหัวใจก็ไม่ได้ตายตาม
แต่หัวใจก็เป็นอย่างปูเสฉวน
ตามขายทะเล
ที่มันชอบไปอาศัยเปลือกหอยอื่นอยู่ร่ำไป
สำหรับหัวใจนั้นมีสวรรค์สำหรับมัน
เมื่อมันอาศัยอยู่ในร่างคนมิได้แล้ว
ใครคิดอย่างฉันหรือเปล่า
ถ้าเปล่าคิดก็แล้วไป
แต่ถ้าคิดจงพบกับเราที่ชายหาด
แล้วเราจะคุยกันสองคนอย่างสงบ
หากโลกมีจริงให้เราสัมผัสนอกจากสายตาบอก
แต่ถ้าตาเราบอดไป โลกที่เราหายใจอยู่นั่นมันก็เป็นเพียงมายา
คิดว่าถ้าขาของเรายังเดินได้จงนับก้าวไปข้างหน้า
ไม่คิดว่า นั่นคือการต่อสู้
ชีวิตมิใช่การต่อสู้และการแสวงหาและการใฝ่คว้า
ชีวิตก็คือคือชีวิต
ปกติมันก็คือสิ่งปกติของมัน
อยู่อย่างนั้น
มันมิได้ตรากตรำหรือลำบากสู้อะไรมาสักนิดเดียว
คิดมากไปเองต่างหาก
มันก็เหมือนการอ้าปาก
ที่จะต้องกลืนคำข้าว
ที่ต้องทำมันทุกวัน
มันไม่มีใครที่ไม่ได้ทำ
ชีวิตก็อย่างนั้น
เพราะฉะนั้นจะเดือดร้อนไปทำไม
ว่าคนเราเกิดมาต้องสู้ชีตและพยายามที่จะเข้าใจว่า"ชีวิตต้องสู้"
ตราบใดที่เรามีขีวิตรอดอยู่ได้
เป็นได้อย่างนี้ก็ดีพอแล้ว
จะสรรหาอะไรให้เสียเวลาเปล่า
จงแสวงหาตนเอง และมองตนเองเท่าที่ตนเองเป็น
ก็มีความสุขเกินพอแล้ว
ตราบเท่าที่เราเกิดมา
ในโลกที่มีความจริงเหล่านี้เป็นเพื่อน
ตอนที่. 57 "นกและตั๊กและผีเสื้อแดดและตัวทักทาย" - ดอกไม้ หรือแมลงหรือตั๊กแตนแฃะตัวทักทาบหรือแมงอะไรเป็นพิเศษสักอย่างในวันรุ่งขึ้นก็เป็นได้ หรือรอหสกินในพื้นที่ใกล้เคียงมันเป็นฝูง มันต้องนัดกันมาแน่ๆเพราะนกมันก็มีสังคมของมันเองได้ มันไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ เพียงแต่นกมีปีก แต่มนุษย์ไม่มี สงสัย! แต่ทำไมมันจึงชอบพูดคุยกันตลอดเวลาไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวันนี่คือสิ่งที่ตนเองพบ และคนก็ไม่เบื่อฟังเสียงมันแม้มันจะทะเลาะกันก็คนฟังเป็นเสียงเพลงไปหมด หรือเหมือนพวกนักการเมืองในสภาทะเลาะกัน เพื่อผลประโยขน์ของประชาชนนี้ มันก็นับว่าเป็นเสียงเพลงแห่งเสรีภาพและแห่งระบอบประชาธิปไตยน่ะ ถ้าสงครามในเมืองมนุษย์เป็นสงคราม เหมือนเสียงนกทะเลาะกัน ที่ตนเองจึงคิดว่า ก็คงจะดูดีมิใช่น้อย ท แทนสงครามกับน้ำตา ที่ตนเองคิดว่าไม่เหมาะ นอกจากเหตุสุดวิสัย ที่ผีอาวุธสงครามมันกระดิกต่อสู้กันเอง ด้วยจิตวิญาณของอาวุธที่ผลุดเกิดขึ้นในตัวมันเองมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็น้อยโอกาสนักที่จะเกืดนะ่ เพราะขึ้นชื่อว่าสงครามนั่น "มันแสนที่จะแพงและหาค่ามิได้""ตนเองได้แต่ขอวิงวอนภาวนาว่า"จงอย่ามี"เถิดสงครามขึ้นเลยในทุกกรณี แม้จะเป็นสงครามในสันติภาพ หรือสันติภาพในสงคราม และจะเกิดขึ้น ก็ขอจงเป็นเหมือนดั่งพฤติกรรทของนกทำเถิด"ตนเอง คิด-คิดไป"อย่าง คนไร้เดียงสาการณ์ เพราะตาเองไม่มีอาวุธอะไร ที่จะไปพูดห้ามหรือส่งเสริมให้เกิด มิติแห่งสงครามและมิติแห่งสันติภาพนี้ได้ นอกจากการวิงวอนและภาวนาและ ขอได้มีโอกาสฟังเสียงนกร้องเพลงให้ฟังต่อไป แม้นกจะทะเลาะกันเป็นเสียงเพลงก็ตาม สำหรับตนเองขอได้นั่งดื่มกาแฟร้อน หรือน้ำชาเย็นในระหว่างการฟังไปด้วย. เพียงเท่านี้ตาเองก็ถือว่า"ตนเองมีความสุขมากแล้วในชีวิตนี้"ตัวเองคิดว่าในโลกเรานี้ มีกฎหมายอยู่ อะไรผิดไปบ้างถูกไปบ้าง ถ้าคนเราตายลง ขอให้กฎหมายดูแลชีวิตของคนเราต่อไปผ่าน พินัยกรรมของเราหรือหนี้สินของเราให้กฎหมายแทนเราแทนการขัดแย้งกันด้วยพลังกายและอาวุธปืนหรือด้วยหมัดและกระสุนปืนเถิดและให้ทุกชีวิตเป็นดั่งรากหญ้าเถิด เมื่อกฎหมายทำอย่างงัยนั่นคือพืนัยกรรมของเรา ถ้ากฎหมายข่วยได้น้อยกรณีของเรา ก็ให้วัฒนธรรมและวิถีประขาพูดแทนเราได้ นี่ขอให้ถือ เป็นอมตะ" นี่คือปรัขญาแม่บทแห่งนิยายถนนศิโลเมนี้""ถนนศิโลเมนี้เป็นหนังสือพิมพ์แล้วมีความยาวถึง300หน้ากระดาษพิมพ์ขนาด 8 หน้ายก(งดโฆษณาและวางตลาดขาย) คนที่โดยปราศจากอคติธรรม( "อะ"พยัญขนะ" อ"ออ่างตัวนี้ในคำว่า"อคติธรรม"นี้แปลว่าไม่มีคติธรรม)แม้เราจะตายไปแล้ว เมื่อมีสิ่งผิดพลาดใข้ศาลและกฎนิติธรรมตัดสินให้เราจะไม่มาเป็นผีมาหลอกหลอนใครอีก ไม่ว่าใครจะผิดถูกในเรา เพราะกฎธรรมชาติ มันจะลงโทษผู้ผิดและชมเชยชดใช้ผู้ถูกที่ถูกแล้วในตัวของมันเองเองได้โดยอัตโนมัติตอนนี้ ! ตนเองคิดถึงท่านมาก หมายถึงพ่อแม่ทั้งที่เป็นตัวจริงและตัวปลอม(พ่อยกและแม่ยก)แต่ตนเองไม่รู้จะทำอย่างงัยดี !กับความเสียใจนี้ จึงต้องทำว่ามีใจจริงๆคือมีใจส่งถึงกันนั้นไม่พ้นแน่ๆ ด้วยวิธีนี้ "คือความรำลึกถึงกัน" เหมือนยื่นดอกกุหลาบสีแดงให้คนรักในวาระวาเลนไทม์แม้ตนเองจะคิดถึงท่านทุกเวลาที่ว่าง และนึกถึงทุกเวลาที่ทำได้แม้ในยามเข้าตกท้องและจะมั่นใจให้ดีว่า คือให้ได้ว่า "ในเมื่อ เราเกิดดมาเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้เห็นจ๊ะว่านี้มิใช่ลูกวัวลูกควาย สรุปคือเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ตีกอฟล์เป็นได้ ก็เพราะท่านตอนนี้ถ้าเราได้บินหรือนั่งเรือเดินสมุทรกลับไป เยี่ยมท่าน เคารพท่าน ที่หลุมศพท่านที่ปูนซีเมนต์ฉาบไว้อย่างเหรียวแน่นบนหลุมศพท่านเท่านั้นมีอะไรอีกหรือ ก็ เพราะท่านตายไปแล้ว ลมหายใจของท่านตอนนี้มอบไว้กับสายลมเพื่อพูดกับเรา เมื่อได้โอกาสทั้งคู่ตายพร้อมๆกัน โดยไม่ถูกฆ่าตาย ที่ตนเองแสนจะภูมิใจที่การตายของงท่านมิใช่ฆาตกรรมหรืออัตวิบาตกรรม(การตัวตาย) ศพของท่านทั้งหมดถูกฝังไว้อย่างดีพร้อมโฉนดที่ดินที่ระบุไว้(ค่าเช่าหลุมศพที่ซื้อไว้)ท่านทำไว้เองก่อนตาย ที่ตนเองคิดจะขุดขึ้นทาเผสแล้วเอาแต่กระดูกอัฐิที่จำเป็นทำแขวรคอส่วนที่เหลือนำไปลอยอังคารในทะเลลึกเราจะไม่ต้องกังวลอีกพอคิดถึงท่านวัดื่ไกนทีโบสถ์ทีไกนมี เราก็ทำบุญอุทิศให้ท่านที่นั่นที่ทั่วโลกมีเพราะทุกประเทศมีศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แต่วัฒนโรรมประเพณีและพวก"ปาปรัสซี"papa r u sy" จะคิดอย่างวัย "ตนเองคิดยู่"หลายคนนคิดว่า สิ่งเสพติดมีพิษที่ดีต่อใครบางคนที่หาทางออกเป็นเภสัช ตนเองไม่มองเรื่องนี้ มาแก้เมื่อเสียใจมากๆขึ้นมาตนเองไม่เชื่อว่าสิ่วนี้มันจะ ทำให้หายเจ็บปวดทางใจได้เหมือนหมอใช้ยาสกัดมอร์ฟีน(morphine )วางยาก่อนคนไข้จะถูกผ้าตัด ยาตัวนี้เชื่อว่าแก้ปวดชะงัด เมื้อมีดหมอโดนเนื้อคนไข้ ที่ทุกคนต้องเชื่อหมอเมื่อวาระการผ่าคัดคนไข้มาถึงตนเองจำได้ว่า ที่ดงโจร บ้านเคียนส์ กระท่อมกัญขาหมากพลูฝิ่นถูกใข้อย่างเสรี เพราะกฎหมายไม่ สนใจตอนนั้น แต่ตายายและครอบครัวและพ่อแม่ตนเอง มิได้เป็นสมุนโจรในดงนั้น แต่อยู่ด้วยกีนได้ตลอดมา เพราะถูกเอื้ออย่างดี "เมื่อโจรขออะไรมาก็ให้ไปเรื่องก็จบ"แต่ครอบครัวตายายแลดพ่อแม่ตนเอง ไม่เสพสิ่งเสพติดทั้งหมดนี้ ในการสร้างตัว ส่วน ยายติดหมากพลูจนฟันดำเป็นสีมุกแมงไม่กินฟัน ยายติดหมากพลูงอมแงม แต่พ่อและแม่ตนเองไม่เสพสิ่งเหล่านี้เลยเด็ดขาด มิใช่เพราะถูกห้าม แต่เป็นเพราะไม่ชอบ แม้แต่เหล้า แม่แท้ๆขอวตนเองไม่เคยแตะ สำหรับในการดำรงชีพปกติปลูกคะน้าและหัวกะหล่ำปีเพื่อขายเพียงยังชีพ มิได้าวไกลพาไปตีตลาดโลก ตนเองพบว่ากระท่อมนี้ บางคนทีทบ้านบางเคียนส์ ถ้าไม่กินไม่ได้ ทำงานไม่เดิน และกินกระท่อมต่างข้าวในมื้อจำเป็นอีกด้วยยึดเป็นสรณะเพราะทำงานไม่พอกิน และหุงข้าวแต่ละมื้อ แตะละมื้อมันยากเย็นกว่าปลิดใบกระท่อมเพียงใบเดียวแล้วยัดเข้าใส่ปาก บางคนตนเองพบว่า :- ติดกัญชากันงอมแงมจนกัญชาเป็นยาแก้บันดาลโทสะได และ บางคนติดหมากพลูกันจนว่า ถ้าไม่ได้กินหมากพลูก่อนการสนทนาในประโยคต่อไป ทันทีที่พบกัน คงเป็นสงครามน้ำลายตามขึ้นมาแน่ทีเดียว ถ้าหมากพลูไม่ถูกเคี้ยวมันเสียก่อนบางคนพบว่า มีการสูบฝิ่น ตนเองเห็นนอนเอกเขนก ในมุมมืด กอดตะเกียงน้ำมันก้าด ดูดฝิ่นจน ตัวผอม เหลืองเหมือนคนติดเฮโร( heroine ) ที่กฎหมายห้ามไว้ที่บ้านบางเคียน์ แต่ฝิ่นถูกดูดกันในสังคมคนแก่อย่างถูกต้องตนเองไม่ได้ถามว่า ดูดมันเพื่ออะไร กับคนแก่ทำงานหนัก เหนื่อยหอบ "ตนเองเคยสงสัยคิดไปเอง" และตนเองไม่กล้าถามเพราะกลัวถูกดุ "เรามันเป็นเด็กเป็นเล็ก" ก็ต้องสำรวมตามสูตร ชนิดตีตัวเสียว่าว่า "ตนเอง โตขึ้นไปแล้วจะรู้เอง"" เมื่อมายุคตนเองชอบดนตรีชอบวาดชอบขีดเขียนตอนโตขึ้นมาแล้ว เริ่มมีขนอุยเกิดขึ้นแล้วที่อวัยวะเพศคนที่เรียนบางเคียนส์เรียกสิ่งนี้ว่า"กะเจี๊ยว"" ใช่! การจะไปกับความฝัน หรือ "หาความฝันคิดๆเขียนๆวาดภาพดนตรีกีร์ต้าาดรูป"" มีหลายคนที่บางเคียนส์บอกว่า:- ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้เหมือนขาดเมีย สิ่งเสพติดไม่ค่อยถูกกันสำหรับตนเองนอกจากหายากและแพง และตรเองเกิดมาเป็นเด็กในพานทอง ไม่อดอยากเพราะสิ่งเสพคิดครัมันแก้อดอยากได้ แก้หิวได้ที่พวกเขาเชื่อว่ามันเป็นแต่ตนเองเกิดมาไม่เคยอดอยากไม่เคยหิวหน้ามืดมาก่อนจึงไม่ได้ลองใช้มัน ต่อมาเห็นเขาดูดกัน อยากลองสนุกดูบ้างก็ลองดูตามเพื่อนๆ เมื่อถูกชวน แล้วเพื่อนๆบอกว่า"จะทำงานคิดสรรค์อะไรที่ทำจะทำได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น ต้องดูดกัญชา"เพื่อนๆแนะนำ"เมิ่อตนเองไม่อยากปฏิเสธ ก็ลองดูบ้าง พบว่าตนเองลองดูดดู พบว่ากัญชาดูดแล้วทำให้ง่วง นอนหลับไปเลย แต่ต่อมสพบว่า มันไม่มีประโยขน์อะไร สำหรับการคิดรังสรรค์งานอะไรเลย สำหรับตนเอง นอกจากอาหารครบห้าหมู่ที่ปกติตนเองกินนั่นล่ะ คิดรังสรรค์ดี น้ำพริกปลาเผาผักสดมื้อธรรมดานี้ละ"งานดีเลิศ"" นี่คือสิ่งที่พบเมื่อทำงานนอนมากๆทิวทัศน์ดีๆร้ำมากๆได้เห็นแฟนสาวๆมาให้กำลังใจการทำงานที่ต้องใช้ขจิตใจและสมองเป็รตัวตัวตั้ง งานก็จะดีขึ้น ส่วนเหล้าและบุหรี่ตนเองแตะบ้า แต่เมื่อมาอยู่ทางซีกโลกตะวันตก ตนเองไม่สนใจสิ่งเสพติดนอกจากหายากและมักจะผิดกฎหมายและพ่อยกตนเองไม่ชอบสิ่งนี้ นอกจากไวน์แดงและกาแฟและชาร้อนและบุหรี่ซิการ์มวนงามๆจากคิวบา (cu b a) เท่านั้น ชีวิตนี้ก็ดีพอแล้ว ตนเองยอมรับสารภาพเสียโดยดี ก่อนถูกถามต่อมาหลายคนยังมาตามย้ำว้าและย้ำว่า
ตอนที่. 57
"นกและตั๊กและผีเสื้อแดดและตัวทักทาย"
- ดอกไม้ หรือแมลงหรือตั๊กแตนแฃะตัวทักทาบหรือแมงอะไรเป็นพิเศษสักอย่างในวันรุ่งขึ้นก็เป็นได้ หรือรอหสกินในพื้นที่ใกล้เคียงมันเป็นฝูง มันต้องนัดกันมาแน่ๆเพราะนกมันก็มีสังคมของมันเองได้ มันไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ เพียงแต่นกมีปีก แต่มนุษย์ไม่มี
สงสัย! แต่ทำไมมันจึงชอบพูดคุยกันตลอดเวลาไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวันนี่คือสิ่งที่ตนเองพบ และคนก็ไม่เบื่อฟังเสียงมันแม้มันจะทะเลาะกันก็คนฟังเป็นเสียงเพลงไปหมด หรือเหมือนพวกนักการเมืองในสภาทะเลาะกัน เพื่อผลประโยขน์ของประชาชนนี้ มันก็นับว่าเป็นเสียงเพลงแห่งเสรีภาพและแห่งระบอบประชาธิปไตยน่ะ
ถ้าสงครามในเมืองมนุษย์เป็นสงคราม เหมือนเสียงนกทะเลาะกัน ที่ตนเองจึงคิดว่า ก็คงจะดูดีมิใช่น้อย ท แทนสงครามกับน้ำตา ที่ตนเองคิดว่าไม่เหมาะ นอกจากเหตุสุดวิสัย
ที่ผีอาวุธสงครามมันกระดิกต่อสู้กันเอง ด้วยจิตวิญาณของอาวุธที่ผลุดเกิดขึ้นในตัวมันเอง
มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็น้อยโอกาสนักที่จะ
เกืดนะ่ เพราะขึ้นชื่อว่าสงครามนั่น "มันแสนที่จะแพงและหาค่ามิได้""
ตนเองได้แต่ขอวิงวอนภาวนาว่า"จงอย่ามี"เถิดสงครามขึ้นเลยในทุกกรณี แม้จะเป็นสงครามในสันติภาพ หรือสันติภาพในสงคราม และจะเกิดขึ้น
ก็ขอจงเป็นเหมือนดั่งพฤติกรรทของนกทำเถิด
"ตนเอง คิด-คิดไป"อย่าง คนไร้เดียงสาการณ์ เพราะตาเองไม่มีอาวุธอะไร ที่จะไปพูดห้ามหรือส่งเสริมให้เกิด มิติแห่งสงครามและมิติแห่งสันติภาพนี้ได้
นอกจากการวิงวอนและภาวนาและ ขอได้มีโอกาสฟังเสียงนกร้องเพลงให้ฟังต่อไป แม้นกจะทะเลาะกันเป็นเสียงเพลงก็ตาม สำหรับตนเองขอได้นั่งดื่มกาแฟร้อน หรือน้ำชาเย็นในระหว่างการฟังไปด้วย. เพียงเท่านี้ตาเองก็ถือว่า
"ตนเองมีความสุขมากแล้วในชีวิตนี้"
ตัวเองคิดว่าในโลกเรานี้ มีกฎหมายอยู่ อะไรผิดไปบ้างถูกไปบ้าง ถ้าคนเราตายลง
ขอให้กฎหมายดูแลชีวิตของคนเราต่อไปผ่าน พินัยกรรมของเรา
หรือหนี้สินของเรา
ให้กฎหมายแทนเรา
แทนการขัดแย้งกันด้วยพลังกายและอาวุธปืนหรือด้วยหมัดและกระสุนปืนเถิด
และให้ทุกชีวิตเป็นดั่งรากหญ้าเถิด
เมื่อกฎหมายทำอย่างงัย
นั่นคือพืนัยกรรมของเรา ถ้ากฎหมายข่วยได้น้อยกรณีของเรา ก็ให้วัฒนธรรมและวิถีประขาพูดแทนเราได้ นี่ขอให้ถือ เป็นอมตะ" นี่คือปรัขญาแม่บทแห่งนิยายถนนศิโลเมนี้""ถนนศิโลเมนี้เป็นหนังสือพิมพ์แล้วมีความยาวถึง300หน้ากระดาษพิมพ์ขนาด 8 หน้ายก(งดโฆษณาและวางตลาดขาย)
คนที่โดยปราศจากอคติธรรม( "อะ"พยัญขนะ" อ"ออ่างตัวนี้ในคำว่า"อคติธรรม"นี้แปลว่าไม่มีคติธรรม)
แม้เราจะตายไปแล้ว เมื่อมีสิ่งผิดพลาดใข้ศาลและกฎนิติธรรมตัดสินให้
เราจะไม่มาเป็นผีมาหลอกหลอนใครอีก ไม่ว่าใครจะผิดถูกในเรา
เพราะกฎธรรมชาติ มันจะลงโทษผู้ผิดและชมเชยชดใช้ผู้ถูกที่ถูกแล้วในตัวของมันเองเองได้โดยอัตโนมัติ
ตอนนี้ ! ตนเองคิดถึงท่านมาก หมายถึงพ่อแม่ทั้งที่เป็นตัวจริงและตัวปลอม(พ่อยกและแม่ยก)
แต่ตนเองไม่รู้จะทำอย่างงัยดี !กับความเสียใจนี้ จึงต้องทำว่ามีใจจริงๆคือมีใจส่งถึงกันนั้นไม่พ้นแน่ๆ
ด้วยวิธีนี้ "คือความรำลึกถึงกัน" เหมือนยื่นดอกกุหลาบสีแดงให้คนรักในวาระวาเลนไทม์
แม้ตนเองจะคิดถึงท่านทุกเวลาที่ว่าง และนึกถึงทุกเวลาที่ทำได้แม้ในยามเข้าตกท้องและจะมั่นใจให้ดีว่า คือให้ได้ว่า "ในเมื่อ เราเกิดดมาเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้เห็นจ๊ะว่านี้มิใช่ลูกวัวลูกควาย สรุปคือเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ตีกอฟล์เป็นได้ ก็เพราะท่าน
ตอนนี้ถ้าเราได้บินหรือนั่งเรือเดินสมุทรกลับไป
เยี่ยมท่าน เคารพท่าน ที่หลุมศพท่านที่ปูนซีเมนต์ฉาบไว้อย่างเหรียวแน่นบนหลุมศพท่านเท่านั้น
มีอะไรอีกหรือ ก็ เพราะท่านตายไปแล้ว ลมหายใจของท่านตอนนี้มอบไว้กับสายลมเพื่อพูดกับเรา เมื่อได้โอกาสทั้งคู่ตายพร้อมๆกัน โดยไม่ถูกฆ่าตาย ที่ตนเองแสนจะภูมิใจที่การตายของงท่านมิใช่ฆาตกรรมหรืออัตวิบาตกรรม(การตัวตาย)
ศพของท่านทั้งหมดถูกฝังไว้อย่างดีพร้อมโฉนดที่ดินที่ระบุไว้(ค่าเช่าหลุมศพที่ซื้อไว้)ท่านทำไว้เองก่อนตาย ที่ตนเองคิดจะขุดขึ้นทาเผสแล้วเอาแต่กระดูกอัฐิที่จำเป็นทำแขวรคอ
ส่วนที่เหลือนำไปลอยอังคารในทะเลลึกเราจะไม่ต้องกังวลอีกพอคิดถึงท่านวัดื่ไกนทีโบสถ์ทีไกนมี
เราก็ทำบุญอุทิศให้ท่านที่นั่นที่ทั่วโลกมีเพราะทุกประเทศมีศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แต่วัฒนโรรมประเพณีและพวก"ปาปรัสซี"papa r u sy" จะคิดอย่างวัย "ตนเองคิดยู่"
หลายคนนคิดว่า สิ่งเสพติดมีพิษที่ดีต่อใครบางคนที่หาทางออกเป็นเภสัช ตนเองไม่มองเรื่องนี้ มาแก้เมื่อเสียใจมากๆขึ้นมาตนเองไม่เชื่อว่าสิ่วนี้มันจะ
ทำให้หายเจ็บปวดทางใจได้เหมือนหมอใช้ยาสกัดมอร์ฟีน(morphine )วางยาก่อนคนไข้จะถูกผ้าตัด ยาตัวนี้เชื่อว่าแก้ปวดชะงัด เมื้อมีดหมอโดนเนื้อคนไข้ ที่ทุกคนต้องเชื่อหมอเมื่อวาระการผ่าคัดคนไข้มาถึง
ตนเองจำได้ว่า ที่ดงโจร บ้านเคียนส์ กระท่อมกัญขาหมากพลูฝิ่นถูกใข้อย่างเสรี เพราะกฎหมายไม่
สนใจตอนนั้น แต่ตายายและครอบครัวและพ่อแม่ตนเอง มิได้เป็นสมุนโจรในดงนั้น แต่อยู่ด้วยกีนได้ตลอดมา เพราะถูกเอื้ออย่างดี "เมื่อโจรขออะไรมาก็ให้ไปเรื่องก็จบ"แต่ครอบครัวตายายแลดพ่อแม่ตนเอง ไม่เสพสิ่งเสพติดทั้งหมดนี้ ในการสร้างตัว ส่วน ยายติดหมากพลูจนฟันดำเป็นสีมุกแมงไม่กินฟัน
ยายติดหมากพลูงอมแงม แต่พ่อและแม่ตนเองไม่เสพสิ่งเหล่านี้เลยเด็ดขาด มิใช่เพราะถูกห้าม แต่เป็นเพราะไม่ชอบ แม้แต่เหล้า แม่แท้ๆขอวตนเองไม่เคยแตะ สำหรับในการดำรงชีพปกติปลูกคะน้าและหัวกะหล่ำปีเพื่อขายเพียงยังชีพ มิได้าวไกลพาไปตีตลาดโลก
ตนเองพบว่ากระท่อมนี้ บางคนทีทบ้านบางเคียนส์ ถ้าไม่กินไม่ได้ ทำงานไม่เดิน และกินกระท่อมต่างข้าวในมื้อจำเป็นอีกด้วยยึดเป็นสรณะเพราะทำงานไม่พอกิน และหุงข้าวแต่ละมื้อ แตะละมื้อมันยากเย็นกว่าปลิดใบกระท่อมเพียงใบเดียวแล้วยัดเข้าใส่ปาก
บางคนตนเองพบว่า :- ติดกัญชากันงอมแงมจนกัญชาเป็นยาแก้บันดาลโทสะได และ บางคนติดหมากพลูกันจนว่า ถ้าไม่ได้กินหมากพลูก่อนการสนทนาในประโยคต่อไป ทันทีที่พบกัน คงเป็นสงครามน้ำลายตามขึ้นมาแน่ทีเดียว ถ้าหมากพลูไม่ถูกเคี้ยวมันเสียก่อน
บางคนพบว่า มีการสูบฝิ่น ตนเองเห็นนอนเอกเขนก ในมุมมืด กอดตะเกียงน้ำมันก้าด ดูดฝิ่นจน ตัวผอม
เหลืองเหมือนคนติดเฮโร( heroine ) ที่กฎหมายห้ามไว้ที่บ้านบางเคียน์ แต่ฝิ่นถูกดูดกันในสังคมคนแก่อย่างถูกต้อง
ตนเองไม่ได้ถามว่า ดูดมันเพื่ออะไร กับคนแก่ทำงานหนัก เหนื่อยหอบ "ตนเองเคยสงสัยคิดไปเอง" และตนเองไม่กล้าถามเพราะกลัวถูกดุ "เรามันเป็นเด็กเป็นเล็ก" ก็ต้องสำรวมตามสูตร ชนิดตีตัวเสียว่าว่า "ตนเอง โตขึ้นไปแล้วจะรู้เอง""
เมื่อมายุคตนเองชอบดนตรีชอบวาดชอบขีดเขียนตอนโตขึ้นมาแล้ว เริ่มมีขนอุยเกิดขึ้นแล้วที่อวัยวะเพศคนที่เรียนบางเคียนส์เรียกสิ่งนี้ว่า"กะเจี๊ยว"" ใช่! การจะไปกับความฝัน หรือ "หาความฝันคิดๆเขียนๆวาดภาพดนตรีกีร์ต้าาดรูป"" มีหลายคนที่บางเคียนส์บอกว่า:- ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้เหมือนขาดเมีย
สิ่งเสพติดไม่ค่อยถูกกันสำหรับตนเองนอกจากหายากและแพง และตรเองเกิดมาเป็นเด็กในพานทอง ไม่อดอยากเพราะสิ่งเสพคิดครัมันแก้อดอยากได้ แก้หิวได้ที่พวกเขาเชื่อว่ามันเป็นแต่ตนเองเกิดมาไม่เคยอดอยากไม่เคยหิวหน้ามืดมาก่อนจึงไม่ได้ลองใช้มัน
ต่อมาเห็นเขาดูดกัน อยากลองสนุกดูบ้างก็ลองดูตามเพื่อนๆ เมื่อถูกชวน แล้วเพื่อนๆบอกว่า"จะทำงานคิดสรรค์อะไรที่ทำจะทำได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น ต้องดูดกัญชา"เพื่อนๆแนะนำ"
เมิ่อตนเองไม่อยากปฏิเสธ ก็ลองดูบ้าง พบว่าตนเองลองดูดดู พบว่ากัญชาดูดแล้วทำให้ง่วง นอนหลับไปเลย แต่ต่อมสพบว่า มันไม่มีประโยขน์อะไร
สำหรับการคิดรังสรรค์งานอะไรเลย สำหรับตนเอง นอกจากอาหารครบห้าหมู่ที่ปกติ
ตนเองกินนั่นล่ะ คิดรังสรรค์ดี น้ำพริกปลาเผาผักสดมื้อธรรมดานี้ละ"งานดีเลิศ"" นี่คือสิ่งที่พบเมื่อทำงานนอนมากๆทิวทัศน์ดีๆร้ำมากๆได้เห็นแฟนสาวๆมาให้กำลังใจการทำงานที่ต้องใช้ขจิตใจและสมองเป็รตัวตัวตั้ง งานก็จะดีขึ้น
ส่วนเหล้าและบุหรี่ตนเองแตะบ้า แต่เมื่อมาอยู่ทางซีกโลกตะวันตก ตนเองไม่สนใจสิ่งเสพติดนอกจากหายากและมักจะผิดกฎหมายและพ่อยกตนเองไม่ชอบสิ่งนี้ นอกจากไวน์แดงและกาแฟและชาร้อนและบุหรี่ซิการ์มวนงามๆจากคิวบา (cu b a) เท่านั้น ชีวิตนี้ก็ดีพอแล้ว ตนเองยอมรับสารภาพเสียโดยดี ก่อนถูกถามต่อมาหลายคนยังมาตามย้ำว้าและย้ำว่า
ลำนำของเฉาก๊วยผู้เคยเรียนวิชา"หวูเหว่ของเต๋า"
เสียงฝนแอลนีโญ ปรุหลังคาผุให้เป็นรู
ฟังแล้วเพราะเราเป็นเต่า เราเป็นหวูเหว่ย
เราชอบเราสงัด
เราเดินทางไปกัยสายลมแห่งสายลมที้
ดาบตัดสายบมนี้ไม่ขาดได้นอกจากใจของฉัน
มันเป็นตอนเย็นทีโรงเรียนบ้านนอกเลิกเรียนพอดี
เด็กร้องไห้ว่าทำไม"แม่ไม่มารับ"
ครูไมีมีเวลาตอบและจะเอาใจเด็ก
เพื่อบอกเด็กว่าใรตกมันเปียกแม่จึงมารับเธอกลับบ้านทันทีไม่ได้
เด็กมันไม่ภาษาว่าฝนมันคืออะไร
"เฉาก็วย" ภารโรงโรงเรียน นั่งเหม่อดูว่า"เด็กมันจะทำอย่างไรต่อไป"
หลังจากร้องไห้บีบน้ำตาออกมาจนพอใจแล้ว
เฉาก๊วย พบว่า เด็กมันก็หยุดร้อง
หลังครูปิดหน้าต่างโรงเรียนเสร็จเพราะฝนมันสาด โรงเรียนนี้จนลูกหลานคนชาวนาเลี้ยงควายทั้งนั้น ที่มาเรียนที่โรงเรียนนี้
แต่ทุกคน
มีรถนั่งเพราะเงินผ่อนส่วได้เงินดาวน์รถถูกกว่าค่าข้าวสารกระสอบนึงตอนนี้
ถ้ารัฐบาลของตัวล้มลง ก็เพราะไม่หาทางช่วยชาวนาผ่อนรถให้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
ท้ายสุดก็จะล้มละลายมดตัว
รัฐถูกยึดอำนาจโดยชาวนา
เพื่อนนำเงินที่รัฐฐเก็บได้มา
ผ่อนส่งรถยนต์ที่ตนดาวน์ต่อไป
รัฐแพ้ชาวนาในการต่อสู้อย่างขาวสะอาดโดยปราศจากอาวุธ และการนองเลือด
เพราะรัฐเห็นว่ารถคือการขับเคลื่อน
ที่จำเป็นกว่าอาหาร
ถ้าชีวิตที่ไม่มีการขับเคลื่อน มันก็คือชีวิตที่ ตายแล้ว
ชาวนาจึงได้ปกครองประเทศต่อมาอย่างสงบสุข
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)