ฝนพรำมา..หวัดถามหาชาวไร่และ
แดดร้อนๆมา ...ความอบอ้าวถามหา
พอเหนื่อนมาความหิวก็ถามหา
พอถึงเตียงนอนที่ห้องหลับถามหา
ถ้าเธอไม่มาความเหงาแห่งรัติกาลถามหา
ไฉนดาวและเดือนไม่เคยถามหาอะไรเลย
น่าอิจฉาจริงหนอ!
เมื่อจะนิทรา หมดประโยคคิดอีกว่ามีอะไรอีกที่ต้องทำ
เมื่อจะกิน ช้อนแลพชามเป็นเพื่อนแท้ที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อมีมันขึ้นมา มันน่าไว้ใจที่สุด
พอมืดฟ้ามัวสลัวลง
อย่างไม่ทันจะพลบค่ำ
อารมณ์ของใจเริ่มผันผวน
กาลเวลาเริ่มปฏิเสธความเที่ยงตรง
แต่หัวใจยังนับได้ว่าเต้นปกติ
หัวใจไม่เคยหลับ
หัวใจไม่เคยกิน
หัวใจไม่เคยนอน
เมื่อตายลงหัวใจก็ไม่ได้ตายตาม
แต่หัวใจก็เป็นอย่างปูเสฉวน
ตามขายทะเล
ที่มันชอบไปอาศัยเปลือกหอยอื่นอยู่ร่ำไป
สำหรับหัวใจนั้นมีสวรรค์สำหรับมัน
เมื่อมันอาศัยอยู่ในร่างคนมิได้แล้ว
ใครคิดอย่างฉันหรือเปล่า
ถ้าเปล่าคิดก็แล้วไป
แต่ถ้าคิดจงพบกับเราที่ชายหาด
แล้วเราจะคุยกันสองคนอย่างสงบ
หากโลกมีจริงให้เราสัมผัสนอกจากสายตาบอก
แต่ถ้าตาเราบอดไป โลกที่เราหายใจอยู่นั่นมันก็เป็นเพียงมายา
คิดว่าถ้าขาของเรายังเดินได้จงนับก้าวไปข้างหน้า
ไม่คิดว่า นั่นคือการต่อสู้
ชีวิตมิใช่การต่อสู้และการแสวงหาและการใฝ่คว้า
ชีวิตก็คือคือชีวิต
ปกติมันก็คือสิ่งปกติของมัน
อยู่อย่างนั้น
มันมิได้ตรากตรำหรือลำบากสู้อะไรมาสักนิดเดียว
คิดมากไปเองต่างหาก
มันก็เหมือนการอ้าปาก
ที่จะต้องกลืนคำข้าว
ที่ต้องทำมันทุกวัน
มันไม่มีใครที่ไม่ได้ทำ
ชีวิตก็อย่างนั้น
เพราะฉะนั้นจะเดือดร้อนไปทำไม
ว่าคนเราเกิดมาต้องสู้ชีตและพยายามที่จะเข้าใจว่า"ชีวิตต้องสู้"
ตราบใดที่เรามีขีวิตรอดอยู่ได้
เป็นได้อย่างนี้ก็ดีพอแล้ว
จะสรรหาอะไรให้เสียเวลาเปล่า
จงแสวงหาตนเอง และมองตนเองเท่าที่ตนเองเป็น
ก็มีความสุขเกินพอแล้ว
ตราบเท่าที่เราเกิดมา
ในโลกที่มีความจริงเหล่านี้เป็นเพื่อน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น