มิติพจน์
ตอนที่
341
อรุณรุ่งเบิกฟ้า
ไก่ขัน
นกร้อง
ทะเลคลื่นซัดอย่างเบาๆ
เรือประมง
คนประมงกำลัง
นำเรือเข้าฝั่ง
ฝนตดเป็นดอกนิดๆโปรยลงมา
เหมือดอกไม้กำลังร่วงจากกิ่ง
เรื่อยๆเอือยๆ
รู้สึกว่ามีธรรมชาติปรากฏให้ตาเห็น
ถ้าสวรรค์มีให้ตาเห็นได้
นี่คือสวรรค์ของข้า
ไบฟอนอุทาน
จะเอาอะไรกันนักกันหนา
กับความสุขนอกนี้
ไบฟอนจึงอุทานว่า
นี่คือความสุขของเรา
ไม่ต้องหาซื้อหรือต้องแสวงหา
ให้ใยเราต้องเสียเวลาเปล่า
ไม่พูดหรอกไม่คิดหรอกว่า
ในบทปรัชญาที่ว่า
"จงพอใจในสิงที่มีอยู่"
เพราะปรัชญาตามคำที่ว่านั้น
คือลมหายใจที่แท้จริง
ที่ตนเองและทุกคนทำใจและคิด
ที่มีอยู่แล้ว
ใช่ว่าเราจะจนกรอกทางความคิด
ไปเสียเลยก็หาไม่
ว่าไม่มีปรัชญาอะไรอีกหรือที่ดีกว่านี้
ตอบว่า"มี"และมีอีกมาก
แต่ยังจัดสรรเป็นคำพูดอะไร
อกมาไม่ได้
ถ้าจะเอาความคิดคือการไม่คิด
จะเอาคำพูดคือไม่พูด
จะเอาอย่างลัทธิ"เซน"
ในบริบทที่ว่า
"ทำชนิดไม่ทำ"
"Doing without doing"
แล้วที่สมาธิพร่ำเพียรภาวนาทางจิต
ที่ท่านสมณะเซนได้เปล่งคำนี้ออกมาได้
ที่คนหล่ยรุ่นหลัวต่อมา
ได้นำมาขบคิดกัรจนไม่รู้จะคิดอย่างไร
ที่จริงนั้นคือ
สงครามแห่งความสงบแท้จริง
หรือนั่นมันก็คือสันติภาพที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันหา
และสำเร็จ
ทำโดยไม่ได้ทำ
จึงเป็นมโนสารพัดนึก
ที่จะบันดาลทุกสิ่ง
ให้สงบได้
นี่คือนิยามของคำนี้ที่ไบฟอนเข้าใจและบรรลุและจิตหลุดพ้น และการข้ามพ้น
ของจิตในประสาทสมองทุกชิ้นที่ดีงาม
ของไบฟอน
ใครอยากคิดมากไปกว่านี้
ใครอยากที่จะก้าวมากไปกว่านี้
ก็ทำได้มันเป็นเสรีภาพ
ที่มนุษย์ฉลาดมากในการ
ร่วมกันลงประชามติ
ตราเป็นรัฐธรรมนูญเอาไว้
แม้จารึกไวบนแผ่นดินเหนียว
หรือบนแท่นพิทพ์หรือบนความทรงจำ
เยี่ยงไร
สรุปเรามีชีวิตสืบทอดกันมา
ได้ทุกวันนี้
ด้วยคำว่า"เสรีภาพ"คำนี้
เป็นเวลานับล้านปี
ตัว"ไบฟอน"เอง
ขอพร่ำเพียรภาวนาว่า
คำนี้จงอย่าหายไป
คำว่าสันติภาพจงมีจงถาวร
คำว่าโลกมลายกลายเป็นจุณ
จงอย่าได้มีเลย
แม้ถังแก๊สหุงต้มถ้าคนใข้ๆไม่เป็น
มันอาจระเบิดได้
แต่นั่นมันเป็นอุบัติเหตุที่ยากจะเกิดขึ้น
เพราะคนกินคนใช้แก๊สนั้นเพื่อหุงต้ม
ยังชีพตลอดดเวลา
แต่เสรีภาพที่จะกลับไปใข้ฟืนหุงต้ม
แทนเตาแก๊สนั่นก็ไม่มีใครห้าม
หรือจะมีกฎกติกา
การใช้ฟืนหุงต้มจงอย่าหาทำ ก็หาไม่
นี่งัยเสรีภาพ
เทพีแห่งเสรีภาพที่นิวยอร์ค อเมริกา
ยังคงตระหง่านอยู่
ไม่ว้าจะมีสงครามหรือไม่มีสงคราม
ไม่ว่าจะมีสันติภาพหรือไม่มีสันติภาพ
เทพีแห่งสันติภาพที่นิวยอร์คก็ยังคง
อยู่อย่างนั้น
ถึงแม้มนุษย์ทำมันขึ้นมา
วาดมันขึ้นมา
แต่มันก็มีเท่านั้น
และมนุษย์นั่นเอง
เป็นผู้กำหนดสันติภาพและสงคราม
เทพเจ้าท่านไม่รู้
แต่เทพเจ้าคือสิ่งที่มนุษยฺเคารพสักการะ
บูชากราบไหว้และวิงวอนกล่อมใจให้ชุ่มชื่น
เบิกบานได้ แม้จะยามมีสงครามหรือในยาสันติภาพ
ข้าเมื่อเรียนในมหาวิทยาลัย
ข้าก็เคยเรียนสมาธิเฉียบพบัน
แบบเซน.และเฉลยว่า
การทำแบบไม่ทำคืออะไร
ครูพึงใจให้ข้าสอบผ่าน
แม้ข้ามาติดคุกที่คุกใต้ดินตาราตัส
ข้าก็คิดถึงคำนี้เสมอ
ใจข้าก็สงบ
จวบจนข้ามานอนเตียงกว้าง3เมตรคูณ4เมตร หนา12นิ้ว
ห้องแอร์หลับสบาย
หลังข้าได้รับมรดก
ข้าก็คิดถึงคำๆนี้
ทำแบบไม่ทำ
และข้าก็ต่อยอดไปอีก
และนั่นก็คิอ
ข้า"คิดแบบไม่คิด"
ข้า"พูดแบบไม่พูด"
ข้าพบว่าถ้าคิดอย่างนี้
จิตใจข้าสงบขึ้น
ใจข้านั้นละลาย
ไปด้วยความสุข
ข้าจบมหาวิทยาลัยกลับบ้านนอกคอกนา
มาอยู่กับนาที่มีควายเป็นเพื่อน
ข้าก็ใฝ่ฝันถึงคำๆนี้"ทำแบบไม่ทำ"
ควายมันได้ยินความคิดของข้า
ควายมันยังร้องกู่สดุดีให้ข้าได้ยิน
และข้าก็คิดคำใหม่เพิ่มเข้ามาอีก
โดยไม่ต้อวเป็นนักบวชนิกายเซนอันน่าบูชา
ก็เปล่าเพราะข้าไม่พบเวลาจะเป็นมีนได้
คำที้พบใหม่นั้นก็คือ
"ทุกข์ใจกังวลใจแบบไมทุกข์ใจแบบไม่กังวลใจ"
ข้าพบควาสงบ และความสุขต่อจากนั้น
ไม่วายข้าสะดุดอีกหนึ่งคิด
คือมายา
ตอนถูกครูถามว่ามาย่คืออะไร
ข้าตีความถ้าอธิบายก็เป็นหนึ่งเล่มเกวียน
เห็นจะได้
แก้ไปเหมือนคนแก้ตัว
เหมือนอาชญากรที่ต้องการแก้โทษในศาลเมื่อตนถูกข้อหาว่าทำผิด
ที่จริงศาลต้องการรู้ว่าทำผิดหรือไม่ทำผิด
จริง เอาเท่านั้นเป็นคำตอบ
เหมือนครูต้องการคำตอบเพียงหนึ่งหน้ากระดาษเท่านั่นห้ามขาดห้าทเกิน
ว่า"มายา"คืออะไร
เพราะอะไรเพราะว่า
คนรู้จริงจะไม่พูดมาก
คนพูดมากจะไม่รู้จริง
เช่นคนถูกข้อหาเป็นอาชญากร
ถ้าทำจริงคำตอบ
คือได้ทำหรือไม่ได้ทำ
มิใช่ไม่ตอบสองคำนี้คำใดคำหนึ่ง
ง่ายๆ เขาจึงจะเรียกว่าลูกผู้ชาย
เพราะความจริงก็คือความจริง
มันหนีไม่พ้น
ในคำว่ามายา ที่ข้าตอบครู
ข้าก็สรรหามาหนึ่งหน้ากระดาษพอดี
ใจความที่ได้มายาแปลตีความ
ตามตัวอักษรมันคือ
"สิ่งไม่จริง"ๆคือมายา
แต่ในอีกมุมมองหนึ่งมันหาเป็นเช่นนั่นไม่
แต่ครูท่านถามมาเพื่อให้เรารู้จักคิดวิเคราะห์
เป็นว่ามันคืออะไร
สำหรับไบฟอนมีคำตอบว่า
มายาคือกลลวงชนิดหนึ่ง
มันอาจจะจริงก็ได้
ไม่จริงก็ได้
เช่นทุกข์ลวง
รักลวง
ทุกข์จริง
รักจริง
สองนิพจร์นี่มันคืออะไร
คิดเอาเอง
ว่ามันคืออะไร
ไบฟอนนำเสนอตนเอง
ว่านี่คือคำตอบ
เพราะถ้าตอบจริงๆหน้ากระดาษจะไม่พอ
เวลาเพื่อจะพักกินข้าวเที่ยงที่แคมพัส(campus)จะไม่มี
คะแนนที่ทำไปไม่ดีนัก
แต่ผ่านไป
แค่จ้าก็ภูมิใจในคำตอบที่คิดขึ้นเอง
พบเอง
มิได้ไปสำเนาความคิดใครจากสื่อมีเดีย
หรือหนังสือสื่อพิมพ์แล้วของใครมาตอบ
เพราะถ้าข้าฝืนทำไป
ข้าก็จะทำมโนธรรมของตนเอง
ให้หล่นไป
และข้าก็คิดต่อไป
มิติพจน์
ตอนที่
342
คำว่า
สะอาด
เจตนาดีและสมบูรณ์
ทั้งในเเบื้องต้น
ทั้งในท่ามกลาง
และเบื้องปลาย
ไม่มีเงื่อนงำ
เปิดอกและเปิดเผย
ไม่เอาเปรียบ
ตามเนื้อหา
ตามเนื้อผ้า
ขัดเจน
บริสุทธิ์
ไม่มีแผนการอะไร
นอกจากความต้องการ
และอยากทำ
ด้วยความสมัครใจ
และยุติธรรมทั้งผู้ให้ผู้รับ
และไม่ละเมิดกฎปฏิคาหกะ(ให้รับหรืออื่นใดบริสุทธิ์ทุกฝ่าย)
แล้วสรพสิ่งก็เป็นมโนธรรม
เหมือนน้ำทั้ไหลริน สะอาดใสโปร่งใสแบะโปร่งแสง โดยธรรมชาติไม่มีการตบแต่ง
หรือลิขิตมันด้วยน้ำมือและความคิดของ
มนุษย์
นั่นแหละสิ่งที่ท่านลอรด์วินทาร์มี
ข้าผู้มีชื่อว่าไบฟอน หลานตาขอวท่าน
จึงเชื่อท่านและทำตามคำของท่าน
อย่
างไม่ลดละ
แม้ว่าท่านลอร์ดวินทาร์ตะเสียชีวิตไปยาวนานแล้ว และท่านเองก็ไม่รู้ว่าตัวท่าน
มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางชั้นลอร์ด
ที่สูญหายไปในสงครามยุคกลางสากล
บัดนี้ข้าไบฟอนไม่มีอะไรจะตอบแทนท่าน
นอกจากฝึกหัดเป็นหลานตา
ที่มีมโนธรรทเหมือนอย่าง
ท่าน แม้ดูแล้วการมีมโนธรรมได้เหมือรอย่างท่าน นั่นแสนยากแบบพายเรือทวนกระแสน้ำเชี่ยวกระนั้น
ถึงกระนั้นข้าไบฟอน
ยอมทำใจทำ
แม้จะยากแต่
เพราะหวังในสุขอันอมตะ
นอกเหนืออื่นใดที่มีในโลกที่ที่มีสัณฐานกล
ม
และในโลกหน้าที่ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ข้าเชื่อว่า
มันมีอยู่
ด้วยความคิดในขอบเขตของโลกใบนี้
ที่สามารถกำหนดรู้ด้วยค่าไพน์(Pie =22/7) นั้นเป็นไฉน คนรู้ไซร้
จะกำหนดได้
ข้าขอหลับและตื่นขึ้นเพื่อเขียนเรียง
มิติพจน์นี้
แบบลอกมา
จำมา
จากนักวิทยาศาสตร์
นวนิยายที่ที่ท่าน
ทำไว้ก่อนตายและท่าน
หายตัวไปแลบ"เต๋า" นักปรัขญาเมธีจีนนสมอุโฆษท่านหนึ่ง
แต่เอกสารมี่ท่านผู้นี้
ทำไว้ตกหล่นไว้ที่บ้านลับลับแห่งเอทิน
ที่ท่ามาพำนักและครอบครองปรปักษ์อยู่อาศัยอยู่โดยชอบ
ให้เสร็จสิ้นต่อไป
ข้าพยามอ่านและเขียนให้เสร็จให้ได้
ก่อนที่พระอาทิตบ์จะตกดิน
และเมื่อทุกอย่างเสร็จลง
ข้าจะได้เดินทาง
ไปเมืองชิงหมิง
และดื่มเหล้าสักเป็กหนึ่ง
ที่โรงเตี้ยมที่มีชื่อว่า
ชิงหะวา
ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุในสมัยราชวงศ์ถัง
ตอนนี้แม้ข้าเองยังไม่รู้เลยว่า
มันคืออะไรและอยู่ที่ไหนจริงๆ
แต่ข้ามั่นใจว่าต้องได้พบมัน
ในนามของไบฟอนนี้แน่นอน
ในอุปราการแห่งมิติพจน์ที่ข้าได้พบนี้
มิติพจน์
ตอนที่
343
ในคุกใต้ดินตาราตัสไบฟอนมาทำวิจัยที่นี่
ตื่นขึ้นมามนคุกเช้าตรู่8.00นเสียงเพลงจากโรงเรียนในคุกใต้ดิน
ไบฟอนมิใช่คนคุกจึงไม่ต้องตื่นตามเวลา
ทำอะไรตามใจชอบหลายคนในคุก
มองว่าไบฟอนคือผู้การคึกชนิดหนึงเพราะไบฟอนมีอภิสิทธิ์ในคุกที่ไม่เหมือนอื่น เพราะไบฟอนได้รับอนุญาตทำวิจัยในคุก" เพื่อหาทางออก"ว่า คนคุกจะได้เป็นคนดีที่มีมโนธรรม
เมื่อถูกปลดปล่อยออกจากคุกไป
รัฐเอทินโดยรัฐมนตรีมหาดไทยของนี้ให้เกียรติบฟอนอย่างยิ่งฐานเป็นหลานตาของลอร์ดวินทาร์ ผู้มีอุปการคุณต่อคุกอย่างมหาศาลด้วยการบริจาคที่ดินให้คุกตาราตัสทั้งหมด แม้จะเป็นใต้ดินหลังจากใต้บาดาล
ดังกล่าว ได้ขุดแร่ทองคำไประลอกหนึ่งแล้ว
เสียงวิทยุในโรงเรียนในคุกดังกระหึ่มขึ้น
ด้วยเดซิเบล(decibel) พอเหมาะ
พอดีบ้านพักรับรองคนทำวิจัยอย่างไบฟอน
ติดกับโรงเรียน
ไบฟอนถูกเสียงปลุกดังกล่าวที่เรียกเด็กเข้าแถวเรียนร้องเพลงชาติไหว้พระ
ก่อนเข้าห้องเรียน
เสียงเพลงมีเนื้อหากึกก้อง
เรื่มชาติเอทินแห่งความหลัง
ชาติเอทินแห่งเสรีภาพ
เรารักชาติเอทิน
เราเคารพทุกคนเหมือนเป็นพี่น้องกัน
เราจะรวมกันสร้างชาติ
เราจะสืบสานชาตเอทินของเรานึ้
นี่ต่อไปจนกว่าชีวิตจะมลาย...
.......
(อีกหนึ่งหน้ากระดาษเพลงยาวมาก
ไบฟอนจดไม่ไหวเงี่หูฟังตนเหนื่อยจงจดจำมาได้แค่นี้ เพราะมิใช่สาระของนิยายที่ไบฟอนจะร่ายต่อไป)
แต่ไบฟอนตื่นขึ้นแม้วันเกิดของไบฟอนปีนี้
จะเป็นวันนี้ แต่ปีนีไบฟอนก็ไม่จัดอะไรพิเศษ
นอกจากอาบน้ำเย็นในลำธารที่สระเงียบเหงามนคุกนั้นเองมีหงส์2คู่ที่ในสระนั้น(หงส์คล้ายห่านแต่หงส์มันกอดคลอเคลียกันตลอดเวลาเป็นรูปหัวใจเสมอ)
วันเกิดปีนี้มันเป็นเดือนมกราคมแห่งฤดูหนาว
วันที่14 มกราคม เท่านี้ที่ไบฟอนทำคืออาบน้ำในสระน้ำใสและไหว้ขอพอค่อศาลเพียงณที่มีอยู่ที่ใกล้นั้นตรงนั่น พรที่ขอคือ
"ขออย่าให้คุกใต้ดินแห่งนี้เกิดเหตุแผ่นดินทรุดไหวและ
ถล่มดินลงมาทับคนคุกตายหมดเถิด"
ไบฟอนไม่ค่อยเชื่อเรื่องพรลับๆนี้แต่มันก็มีสิ่งเดียวที่ทำได้ เชื่อได้ตอนนี้จึงวิงวอนขอพรไปเพราะไบฟอนมั่นใจเลยว่า
คนไม่มีมโนธรรมจะขอพรอย่างงัยก็ไม่สำเร็จ
นอกจากการกลับชีวิตเป็นคนดีชนิดนับหนึ่งใหม่
ด้วยจิตมโนธรรมเท่านั้น
นั่นแหละพรอันประเสริฐอย่างที่คิด
หรือจะคิดอะไรได้ตามความมุ่งมาตรปราถนาได้
เสียงเพลงชาติเอทินที่เด็กลูกคนคุกร้องจบลงพร้อมครู
ไบฟอนก็คิดว่า
โลกเรานี้มันมี
ความใหม่เกิดขึ้น
คือมองให้ดีตีความให้ดี
จะพบว่าทุกอย่างมันเหมือนลัทธิคอมมิวนิสต์ใหม่(neo-communist)
มันเหมือนชีวิตจีเอ็มโอ(gmo=genetically modified organis)ทั้งหมด
ทำไมหรือเป็นคำถาม
นิยามคำว่า
คอมมิวนิสต์ สำหรับไบฟอนคือ"ทุกอย่างมาเป็นของรวมร่วมกันโดยรัฐปกครอง"
นิยามคำว่าจีเอ็มโอไบฟอนถือว่าการทำให้สิ่งใหม่เกิดขึ้นกำหนดได้ลิขิตได้ผูกขาดได้
ไม่คำนึงต้นกำเนิดเดิมใช้"ระบบดีเอ็นเอสารพันธุกรรม"(DNA=Deoxy ribonucleic acid )เป็นตัววิวัฒน์เริ่มต้นที่เรียกว่าเอาสารพันธุกรรรมจาก"ทอปทูโท"(top to toe )มารังสรรค์ให้เกิดโลกใหม่
เช่นอยากได้ดอกไม้สีอะไร
ก็กำหนดเอาสร้างมันมาใหม่ จากสีแดงเป็นสีน้ำเงินเป็นต้น
หรือตจากคนรวยเดิมเป็นคนรวยใหม่จากคนจนเดิมเป็นคนจนใหม่
เหตุผลททั้งหมดเกิดจากความคิดของมนุษย์
เหมือนระบบพิสดารของศาลเตี้ยพิสดาร
หรืออั่งยี่พิสดารเพื่อหลีกเลี่ยงอำนาจกฎหมายอำนาจปกครองจากที่มีอยู่
สู่อิสระเสรีใหม่ที่ถูกต้องและคุยกันต่อไปได้
ในโลกที่อาจแสนจะ ศิริวิไลซ์(civilized world) และหรือจะซาร์ดิสต์(sardistic)และแสน"ซาคาสติก"(sarcastic)แบบนี้ สุดแต่ใครจะมีมุมมอง
ถ้าอยากให้ตีความคิดออกไปเมื่อไม่มีอะไรเป็นช่องว่างให้คิด
ที่ให้มนุษย์รุ่นใหม่หาทำได้อย่างเสรี
ก็เพราะคนทุกคนเข้าใจผิดๆ
ระหว่างคำว่า
ทำดีคืออะไร
เช่นทำดีคือการทำให้มันดี
แต่การทำดีนั่นมีอีกมากมาย
กว่าที่คิด
นอกจากการทำให้มันดี
เหมือ่นการใส่ลิ่มและสลัก
เพื่อให้จอบถากหญ้ามันได้กระชับ
ตัวจอบมันได้ไม่หลุดออกจากด้ามจอบ
เพราะนั่นก็คือการทำความดีเหมือนกัน
คือทำให้มันใช้ได้นั่นเอง
กับการที่มนุษย์ยุคใหม่
ถูกจีเอมโอ(gmo =genetically modified organis)โดยมนุษย์ฉลาดเปรื่องปราชญ์ชนิดหนึ่งสายชีววิทยา(biology)
ที่ทำให้สรรพสิ่งมีข้อกำหนดหมดได้
ลิขิตได้บันดาลได้
เหมือนที่ไอน์สไตน์(Einstein )คิดทฤษฎีทำนิวเคลียร์เพื่อสันติและเพื่อป้องกันหรือเพื่อสงครามต่อมาได้สำเร็จกระนั้น เป็นนัยเปรียบดังที่ไบฟอนจะกล่าว
"นี่คือมันอย่างงัย"
ไบฟอนพยายามคิดต่อไป
มันก็เหมือนโจรปล้นทรัพย์
ที่หมดประตูทำ
เขาก็คิดแบบทฤษฎีปล้นใหม่
ขึ้นมาแบบพวกคอลเซนเตอร์(call centre -fake etc.. )มิจฉาชีพปล้น
ทางดิจิตอล(dogital)นั่นเอง
สรุปคือคนคิดปล้นมันก็หาทำกัน
ฝ่ายผู้รักษามโนธรรมก็ป้องกันๆไปคือฝ่ายตำรวจก็ตามไล่ล่ากันไปเกิดสงครามใหม่
ชนิดใหม่ๆขึ้นมา
จนกว่าโลกแห่งมโนธรรมสมบูรณ์จะเกิดขึ้น
สรุปคิอทุกชีวิตต้องมีสติตลอดเวลา
อย่าเผลอถ้าเผลแมีอุบัติเหตุ
เหมือนการขับรถบนถนน
เผลอคือตายและเจ็บสถานเดียว
มโนธรรมก็มีอยู่
ช่วยแล้วทั่งคนขับขี่
คนเดินถนน
คือแบ่งเขตเลน(lane)ถนนซ้ายขวา
มีขีดเส้นตีเส้นอีกด้วย
ถ้าใครขืนละเมิด ก็คือทางตันและทาง
ตายสถานเดียวที่รำลึกได้
เปรียบเทียบให่เห็นง่ายๆ
ไบฟอนสรุป
แม้ถนนที่เอทินจะมีไม่กี่สาย ทางม้าลายจะทีไม่กี่ที่แต่มันก็เป็นถนนและเป็นทางม้าลาย
อันหนึ่งของโลกแห่งความเป็นจริง
และตอนนี้นั่นเองไบฟอนจึงมองหา อาชญากรรมชนิดใหม่ในคุกตารตัส
และมโนธรรมใหม่ของคนคุกตาราตัส
ที่ใบฟอนเชืาอว่าต้องมีเป็นข้ออ้าง
เพราะไบฟอนพบว่า
คนแม้จะผิดก็ยังมีข้ออ้างเสมอแม้อ้างแบบผิดๆ คือสู้แลบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็สู้กันไป
แม้ท้ายสุดก็ไม่พ้นนิติธรรม จนเกิดนิติธรรมพิสดารตามมาเพื่อรองรับปัญหา
จนเกิดสงครามแห่งความพิสดารเกิดขึ้น
ซึ่งเป็นสงครามที่เกิดขึ้นในคราบของความสงบ
เหมือนปลาใหญ่กินปลาน้อยในทะเลสีคราม
เหมือนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินก็จะแยก
เหมือนเมื่อพายุใหญ่มาน้ำก็จะท่วม
เหมือนเมื่อเมฆใหญ่มาฝนก็จะตก
และแน่นอนมันก็เหมือนปรัชญาที่ว่า
"ถ้าฝนตกถนนก็จะเปียก"
เป็นสัจธรรม
เหมือนที่นักปรัชญายุคโสคราตีส(Socrates)กล่าวไว้ว่า
"คุณสมบัติชองมีดคือความคม"ฉะนั้น
นั่นอาจจะหมายความว่า
รัฐคอมมิวนิสส์เก่าจะมาเป็นนายทุนใหม่
และรัฐนายทุนจักลายมาเป็นคอมมิวนิสต์ใหม่
ซึ่งรัฐหรือสังคมไรๆที่จะกลายเป็นกลับหัวกลับหางกันอย่างไร มันก็ไม่พ้นหลักมโนธรรม เพราะหลักมโนธรรมก็คือความรัก
เพราะความรักไม่มีพรมแดนไม่ชาตืไม่มี
ศาสนา ไม่มีศาสนาเพราะความรักมันเป็น
พันธุกรรมของมนุษย์แรกเรื่มจากหนึ่งได้
กลายมาเป็นสองที่เราร่วมอยู่กันทุกวันนี้
หลายคนคิดอยู่ ณ ที่เอทิน คือเขาพากันคิดเสียใหม่ว่า
คือปลงใจทำใจว่า
ไม่คิดอะไรทั้งสิ้นแล้ว
"อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด" แม้ความตายจากสงครามอุบัติกำลังจะเกิดหรือไม่ก็ตาม
แม้ว่าพระอาทิตย์จะหล่นลงมาบนดินให้เราคลำได้ก็ตาม
ชาวเอทินคงไม่สน
แต่ชาวเอทินขอให้ได้ทำงานได้เงินเยียวยาปากท้องได้เป็นสำคัญ
แม้ชาวเอทินทุกคนมีกินมีใช้ ด้วยอำนาจปกครองอันศิริวิไลซ์จากบรรพบุรุษที่ตกทอดมาถึงตนอันเป็นคนปัจจุบัน
แล้วสำหรับชาวเอทิน
ตอนนี้
"มันส์นั้นคือ"
นั่นคือชาติ
นั่นคือศาสนาและนั่นคือเผ่าพันธุ์
ส่วนเรื่องอื่น
"ค่อยคิด"
คือ
เมื่อมีข้าวกรอกปากและอาหารอิ่มท้องแล้
ว หรือง่ายๆ
ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าสักจาน
ข้าวผัดพริกใบกะเพราใส่ไข่ดาวสักจาน
จนร่างกายเกิด
น้ำหนักที่ตนเองจะบรรทุกได้ที่รางกาย
เปรียบเหมือนรถยนต์ที่กำลังแล่นไแ
ตามถนน
และสิ่งสำคัญที่เรามีคือจิตวิญญาณที่เราเป็นเจ้าของมี
ที่เราจะทำได้สร้างรายได้
หลังมีน้ำสะอาดหนึ่งแก้ว เติมพลังเข้าไป
ได้ตามความพอใจตามนั้นก็พอ
ขาวเอทินกำลังคิดอย่างนี้
ที่ไบฟอน(Beiphon)หลานรักของท่านตาลอร์ดวินทาร์(Lord Winthar)พอมองเห็
นภาพฝันขิงพวกเขาได้
จากแววตาทุกคนที่ไบฟอนประสบมา
แต่อย่างไรก็ตามพบว่าทุกคนพอใจ
และภูมิใจตนเองมากที่ได่กิดมาเป็นชาวเอทินแม้จะเป็นทาสเป็นชาวไร่ชาวนา เป็นชั้นกรรมมาชีพหรือเป็นชนชั้นกลางที่กำลังเป็น
บอชวาซี(bourgeois)หรือเขยิบมาเป็นนายทุนใหม่ๆชนิดน้อยใหญ่
ตามนิยามของสังคมชนชั้นที่สมมุติก็ตาม
ทั้งๆที่ทุกคนหารรู้ไม่ว่าทั้งหมดที่ตนมองเห็นและที่ตนเองเป็นนี่นมันเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์สมมุติมนุษย์มายาทั้งสิ้น
ไม่เหมือนที่ไบฟอนมองเห็นคือ
จะมีที่จริงก็คือ มีแต่ความตายที่มีรอยู่ข้างหน้าตนเองและมโนธรรมที่ตนเองมีอยู่ในปัจจุ
บันเท่านั้น
ที่เป็นแก่นสารและสาระใน"ชีวิต
อุดมคติ"ที่แท้จริงของมนุษย์ในโลกนี้
แล้วสร้างรายได้ประทังชีวิต
เป็นพอ
เรื่องอื่นๆ
ค่อยๆคิด
เรื่องอื่นๆที่ตามมาตามที่แรงของตนมี
หลังจากข้าวอิ่มท้อง
กล่าวคือนักฉวยโอกาสใหม่(new opportunist )นั้นหมดแล้ว
ไม่มีอีกแล้ว
เพราะโลกดิจิตอลตักตวงไปหมดแล้ว
เสียเวลาที่จะไปคิดยาวคิดลัด
เอามโนธรรมดีกว่า
เป็นสรณะ(ที่พึ่ง)ให้กับตนเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น