วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

นวนิยายเรื่อง"เมตาพอร์ช"(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง)ตอนที่461


นวนิยาย
เรื่อง"เมตาพอร์ช"

(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง)


ตอนที่

461


เอกสารงานเขียนโดยสคอว์ตชนเป็นเศษนิพนธ์เทียบได้ที่ไบฟอนพบในปราสาทร้าง
เอทินแห่งหนึ่ง
มีข้อความว่า

โลกนี้ประกอบด้วยเทพโซโลสและเทพนารีจันทรา
ซึ่งค่อมาท่านทั่งสองทรวประทาน
พลังนิเคลียร์โซโลสสุริยะ(Solos god)และพลังนิวเคลียร์นารีจันทรา(Luna goddess)ให้กับมนุษย์เพื่อการดำรงชีพ
ในเมื่อข้อยุติที่ทพเบื้องต่ำอื่นแก้ไขหาข้อยุติไม่ได้แล้ว
ในการหาความสุขสุดยอดแห่งความเป็นคน

ไม่ได้อีกแล้วเพราะ"แลนด์เอน"(land end)
ขึ้นในขอบของจักรวาล อันนำความทุกข์
ความฉิบหายและความวิบัติมาสู่มวลมนุษย์ไม่รู้จักหมดสิ้น

พลังนิวเคลียร์เทพสุริยะยาขนานนี้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของมนุษย์จะแก้ไขปัญหานี้ได้


พบว่าประชากรคนนั้นจะไม่ล้นโลกเพราะภัยและปราดฏการณ์ธรรมชาติเช่นโรคต่างๆ
และภัยอื่นๆ  (Aids, Sar,..) จะมีตลอดเวลาเพื่อมาทำลายล้างมนุษย์ที่เกิดขึ้นบางครั้งเป็นดอกเห็ด
พบว่าสิ่งอมตะนั้นไม่มีเสมอไปกับความเจ็บปวดและความสุขสุนทรีย์มนหมู่มนุษย์

สิ่งอมตะที่แท้จริงคือพระอาทิตย์และพระจันทร์เท่านั้นที่จะนิรันดร์มีตลอดเวลา
คือมีกลางคืนและกลางวันเป็นสักขี
ส่วนอมตะอื่นๆยังไม่มีเวลากล่าวถึงในตอนนี้

กล่าวคือเมื่อความขี้เกียจและความโง่เป็นให้เกิดการได้เปรียบและการเสียเปรียบเกิดขึ้น

ทำให้นโยบายเพื่อทำให้ทุกข์บรรลัย ไม่มีคนขยันช่วยกันทำให้มันสุขทั่วหน้าแม้จะสุจแสแสร้งก็ยังดีสุขที่มีความเจ็บปวดอาศัยอยู่

เมื่ออากาศหนาวทำให้คนเจริญกว่า ดีกว่าเสมอ
แต่อากาศร้อนทำให้คนหดหู่และลความพยายามอย่างเห็นได้ขัดในจักรวาลของโลกตะวันตกของโลกและโลกตะวันออก
เช่นยุโรปและอเมริกาและเอเซียเป็นตัวเทียบ

เทพเจ้าโซโลสจึงประทานนิวเคลียร์สุริยะขึ้นมาเพื่อทำให้ความร้อนเกืดขึ้นเพื่อแผดเผาสิ่งจัญไรในโลกให้หมดไป
จนเกิดภาวะอากาศร้อนจัดมาก หนาวจัดมากขึ้นมา
มนุษย์ที่ไม่รู้จักหายนะก็ต้องตายสูญสิ้นไปหมดจะเหลือก็แต่มนุษย์ที่ทีแรงต้านทาน
ความร้อนจัดหนาวจัดนี้ไปได้

ทันทีที่ร้อนจัด หญ้าต้นไม้จตายไปหมดพลัน
น้ำจะหยุดไหลและแห้ง
มนุษย์ที่มีภูมิต้านทานก็สามารถหาสิ่งมาตอบแทนความแห้งแล้งนี้โดยเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืดเพื่อบรรเทาภัยร้อนไปได้

จนกว่าอภิลิขิตสมัยแห่งเวลาแห่งความเย็นและฝนจะมา
ตามธรรมชาติในฤดูกาลของมัน
ทุกอย่างก็ลงตัว ทุกคนก็อบู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข

อันเทพเจ้าที่ทรงพระนามว่าเทพโซโลสนั้นมหึมายิ่งนักถ้าเทียบกับมนุษย์ๆเป็นเพียงแค่มดแดงเทียบได้เป็นสัดส่วน

แล้วอะไรจะตามมาเมื่อพลังริวเลียร์สุริยะและพลังนิวเคลียร์จันทราเกิดขึ้นเป็นอุบัติการณ์ธรรมชาติที่
เทพเจ้าทั้งสองประทานมา ไม่ต้องทำนายว่า
อะไรจะเกิดขึ้นในโลก

ปกรณัมนิยายนี้ก็จะต้องถูกนำขึ้นตีความก่อนเพราะเป็นเรื่องอินดิฟิไนท์(indifinite)และเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับแรงโน้มถ่วง (Gravitational) ที่มนุษย์ค้นพบแล้วและยอมรับแล้วว่าปรากฏการณ์เหล่านั้นๆ มีอยู่จริงเป็นตัวอักษรและตำราเรียนเป็นประจักษ์ในเชิงวิทยาศาสตร์คณิตคำนวณนิยมไว้แต่โบราณกาลมา


กรณีนี้ต้องมีการตีความและต้องเป็นการตีความโดยชอบ จะพบว่าในกฎหมายทุกชนิดของเอทินและที่อื่นๆที่นวนนิยายนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวพาดพิงถึง

นั่นคือท้ายกฎหมายที่รัฐเอทินออกใช้
บังคับ จะมีบันทึกท้ายเป็นเหตุผลว่า
กฎหมายฉบับนี้ทำขึ้นเพื่ออะไรหลังผ่านสภาผู้แทนราฎร์ทั้งสองสภาแล้ว และมีผู้นำของรัฐลงนามประกาศแล้ว


ฉะนั้นเรื่องของเทพสุริยเซโลสและเทพเทวีจันทรานนี้ก็อนุโลมเช่นเดียวกัน
ซึ่งไบฟอนมนฐานะเคยเรียนวิชาตีความมา
แม้จะไม่ตรงด้านแตาเหตุผลทั่วไปคงคล้ายกันเป็นตรรกะอธิบาย
 กล่าวคือหากผลของเทพสุริยะและเทพเทวี
จันทราแสดงอิทธิฤทธิ์ใดๆทำให้คนลำบากทำให้มนุษย์เกิดขัดสน นั้นมิได้หมายความว่าพระองค์ทั้งสองทรงพิโรธโลกมนุษย์แต่อย่างไรไม่

เพราะว่าถ้าเป็นปรากฏการณ์มีพิโรธจริงๆแล้วเทพสุริยะโซโลส และเทพเทวีจันทรา
จะทำลายให้คนตายหมดหรือการสิ้นสุดการเป็นอมตภาพของพระจันทร์และพระอาทิตย์ลงคือไม่มีกลางวันกลางคืนไปเลย เกิด
โลกมืด จึวต้องตีความโทษนี้นให้เป็นคุณไปพลางก่อนเป็นการช่วยให้บางอย่างดีขึ้น
แค่ภ่พพจน์เหตุร้ายๆนั้น อาจจะดูเป็นการืำลายก็ตาม
ก็เหมือนครูหรือพ่อแม่ตีลูก เพื่อให้ลูกดีเท่นั้น
มิใช่ตีลูกให้ตายไป

แต่เหตุการณ์ตามข้างต้นเรื่องตอนนี้
ยังมิใช่เป็นเหตุวิบัติเหมือนภูเขาไปวิสุเวียส(Vesuvius )ที่อิตาลี(Italy)และอื่นๆที่ภูเขาไฟระเบิดทับเมืองปอมเปอิ(Pompeii)อย่างใดไม่

นี้เป็นเพียงเหตุเพียงบางส่วน แม้ภูเขาไฟระเบิดนั้นจะให้ผลเสียแต่ก็ยังตีความว่า
เทพเจ้าท่านพิโรธและเกิดกิริยาทำลายล้าง
เสียทีเดียวไม่ได้

       โลกยุคใหม่เป็นโลกปรัชญาเป็นยุคแสวงหาความจริงคือคิดว่าอยู่ร่ำไปไม่คำนึงว่ามีพรมแดนอะไรหรือไม่คือแสวงหาความจริงไม่มีที่สิ้นสุดด้วยเหตุนี้ศาสนาและปรัชญาจึงแยกจากกันตรงจุดนี้ ชัดเจน

      เพราะศาสนาได้คำตอบสิ้นสุดแล้วส่วนปรัชญายังมีต่อไป
อีกหากมีปัญญาใดที่ดีกว่าเกิดขึ้น

การพิพาทใดๆจะทำเหมือน การพิพาทของนายโคบาลเรื่องเลี้ยงวัวผิดแดนบุกรุกแล้วเกิดพิพาทกัน จนเกิดอาการ"ต้มยำแป๊ะซะ"(คือยำรวมมิตรอะไรก็ได้แต่กินได้)
แล้วสร้างสงครามทะเลาะกันจากสาเหคุเเรกเรื่องการละเมิดของนายโคบาลในแดนอื่นเป็นจุดเริ่มต้นแค่นั้นเอง แต่มาบัดนี้กลายเป็นสงครามอะไรมั่วไปหมดเป็นแบบสงครสมแบบยำแป๊ะซะไปอย่างนี้

ก็ถือว่าสงครามอะไรที่เกิดจากประเด็นแบบนี้จึงไม่ใช่สงครามแท้จริงที่เกิดจากต้นเหตุจริงๆแต่ที่เกิดเพราะการละเมิดของเจ้าของโคบาลสองฝ่าย และเจ้าของผลประโยชน์แย่งที่ทำกินกันเท่านั้นเอง ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลว่าทำสงครามไปทำไมเพียงเรื่องแค่นี้

       กรณีเทพสุริเซโลสZolos solar godและเทพเทวีจันทรา(Lunar goddess)ก็เช่นกัน ผลอันตรายหรือไม่อันตรายที่เกิดแก่มนุษย์จึงไม่นับว่าเป็นเจตนาโปรดหรือไม่โปรดมนุษย์แต่ประการใด


       แต่หากเป็นร้าย
ต้องมองว่ามันร้ายเพื่อการดีในกาลต่อไปเป็นสำคัญเพราะไม่มีเพศเมียสัตว์แมวตัวไหน
หรือเพศสัตว์ทุกชนิดที่คิดกินลูกตัวเองเป็นอาชีพเป็นสันดานเลย แม้มีวิปริตไปบ้าง
แต่น้อยมากจนถึงน้อยที่สุดและไม่มีเลยนั้น
โดยประการฉะนี้แล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น