นวนิยาย
เรื่อง"เมตาพอร์ช"
(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง)
ตอนที่
455
บทปรัชญาก่อนนอนในยามค่ำคืน
เมื่อยามหิมะหล่นมาพูดด้วย
ชีวิตคือการต่อสู้ที่ท่านเคยว่าไว้
แต่ในยุคนี้
ชีวิตมันคือน้ำและไฟ
เช่นน้ำและไฟฟ้าที่ต้องใช้ขาดมันไปไม่ได้
"ชีวิตสำเร็จแค่เอื้อม"
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่
ชีวิตยุคในยุคนุี้"มันสำเร็จแค่การกระทำ"
ถ้าลองได้ทำอะไรแล้วมันต้องได้
เมื่อได้ทำอะไรแล้วมันต้องได้สักอย่างมา
เป็นสิ่งตอบแทนเสมอ
ที่เอทินเมื่อหน้าหิมะมันก็มีแต่หิมะ
ทุกอย่างตายหมดที่ไม่ชอบหิม
นอกจากคนและอิฐหินดินทรายของปฐพี
คนอยู่ได้แม้หิมะจะเย็นอย่างไร
เพราะคนมิใช่สัตว์โง่
คนไม่เคยแพ้ธรรมชาติรอบข้าง
แม้ว่าธรรมชาติจะยิ่งใหญ่ไปกว่ามนุษย์
แท้ก็จริง
เมื่อหิมะมาเมืองเอทินเป็นทะเลแห่งหิมะ
คนทำตัวเหมือนปลาในน้ำแข็งหิมะที่เย็น
ก็รอดไปเพื่อส่งผ่าน
เมื่อหน้าแล้งมา เอทินเป็นทะเลแดด
ทุกอย่างตายหมดที่ไม่ชอบแดด
แดดมาหน้าร้อนมา
แผ่นดินเอทินเป็นทะเลแดด
คนที่อ่อนแอก็ตายไป
คนที่แข็งแรงก็รอด
คำว่าโชคขะตาฟ้าลิขิตนั้นไม่มีไปเสียแล้ว
จะมีเหลือคือการกระทำกำกำหนดเอาเองกับชีวิตตนเองว่าจะเอาอย่างไง
ฉะนั้นมันร้อนอย่างไร
มนุษย์ที่ฉลาดก็เอาชีวิตรอดได้
คนทุกคนเกิดมาฉลาดเท่ากัน
ด้วยอวัยวะเหมือนๆกันเป็นเครื่องคำนึงคิด
เพราะมโนธรรมของพ่อแม่รักกันหรอก
คนจึงเกิดมาเพื่อสานต่อเผ่าพันธุ์สืบไปได้
ตอนไบฟอนเรียนหนังสือ
ครูเคยบอกว่าแผ่นดินเรามนโลกเรานี้
มันเป็นเกาะแก่งแต่ต่อมามันเคลื่อนที่อย่างช้าๆแล้วกลายเป็นทวีปเป็นแผ่นดินที่เราอยู่อาศัยได้ตอนนี้อย่างเป็นสัด เป็นส่วน
นี้เป็นข้อสรุปที่ครูเคยสอนไบฟอน
เราเชื่อหมดเพราะเราเป็นต้องฟังครู
มันก็น่าจะจริงหรอก"ไบฟอนคิด"
ก่อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทรนั่น
เมื่อนานเข้ามันวิวัฒน์เป็นดินแดนเป็นอื่นไป
ด้วยวิธีธรรมชาติที่ไร้มิติแห่งกาลเวลา
แล้วอย่างไงต่อ ?
"ก็มีเท่านี้"
ตอนเรียนหนังสือ
ครูท่านสรุปบอกว่า ชีวิตคือขันธ์ห้า
อันนี้มีมุมมองที่มิติอื่นๆที่ท่านมี
ซึ่งลึกและครอบคลุมจักรวาลและเป็นปรัชญา
แต่อันที่จริง ชีวิตมีก็เหลือน้ำกับไฟนี่ละ
ที่คนมีจะนิยามว่า
มันจำเป็นและขาดเสียมิได้
น้ำกับไฟนี้ละ
มันเหมือนลมหายใจทุกวันของคนเราแท้จริง
สรุปมันเป็นนานาทัศนะที่ใครๆก็มีสิทธิที่จะคิด
ต่อมก็มีสัญญาและกฎหมายเท่านั้นที่เหลือเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต
เพราะถ้าใครผิดสัญญาผิดกฎหมาย
ชีวิตคของเขาก็จะสะดุดหยุดลงทันที
หลายคนบอกว่าความรักมันเหนือสัญญาและกฎหมาย
มีความเห็นต่างตรงนี้ว่า:
แต่เมื่อความรักเกิดขึ้นได้แล้วสิ่งที่จะทำให้รักนั้นอมตะได้ ก็ไม่พ้นสัญญาและกฎหมายนั่นเองที่เป็นตัวจัดความรักให้ของมนุษย์ให้เป็นระเบียบได้ มั่นคงถาวรได้
พบว่ากติกาที่กำกนดขึ้นมา
นั่นมันกำหนดความยุ่งเหยิงได้
เกิดสันติภาพได้เกิดความลงตัวไดเมื่อปรับความเข้าใจให้ตรงกัน คือทำความเข้าใจให้ตรงกัน
เหมือนทางคณิตศาสตรฺ
เช่นกติกา"แพมดาสรูล"Pemdas rule"
ก่อนตอบโจทยย์คณิตศาสตร์
คือคำถามสอบจะมีอะไรเป็นบวกลบคูณหารอะไรก็ตามแต่
แต่ข้อกำหนดสากลมีว่า
จะตอบโจทยย์ให้ได้ถูกต้อง
ต้องมีระบบขั้นตอนที่กำหนดไว้
คือทำสิ่งที่อยู่ในวงเล็บก่อน ต่อมาสิ่งที่ยกกำลังแล้วจึง
ทำคูณและหารและบวกลบตามลำดับ
ถ้าไม่มีวงเล็บให้ทำจากซ้ายมือมาขวามือ
จะแบบแฝอะไรก็ช่างถ้าไม่มีวงเล็บ ไม่มีเลขยกกำลังอยู่ส่วนที่เป็นบวกลบคูณหารถ้าอยู่ในวงเล็บต้องทำก่อน
ทั้งหมดเหล่านี้ ต้องปฏิบัติตาม
มิฉะนั้นผลลัพธ์จะต่างกันออกมา
คำตอบก็ผิดกติกา ผลคือสอบตก เสียเวลา
ที่เรียนมาเปล่าๆ
การคิดกำไรขาดทุนหรือะไรที่ซับซ้อน
เรื่องการหาเปอร์เซนต์เป็นต้น มันจะง่าย
และเร็วมากเมื่อคิดแบบหาค่าเฉลี่ยของสิ่ง
ที่อยากรู้ แล้วนำมาคูณด้วยตัวคูณก็จะได้คำตอบ แทนการคิดมากตาลายปวดหัว
เปล่า
กล่าวคือคิดตีโจทย์ให้แตกว่าอะไรถามอะไร
เพื่ออะไรเข้าใจ
จนมองเห็นภาพแบบ
อนุโโลมปฏิโลม
เมื่อคิดได้ทำได้มันชีวิตก็จะง่ายขึ้น
ด้วยเหตุนี้เองในวัยเด็กการศึกษาจึงสำคัญเพราะวัยเด็กเป็นวัยที่ว่างเสมอและปลอดภัยและมั่นคง
ส่วนลิงนั้นไม่ต้องเข้าโรงเรียน
เพราะคนฉลาดกว่าลิงแม้ลิงจะถือว่า
เป็นบรรพบุรถษของคนที่วิวัฒนาการมา
ตามที่ไบฟอนเข้าใจ
เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว
ใครจะ
ว่ากันว่าจะเอาอย่างไง
ก็ว่ากันไปแบบอมตะได้
แทนการทำใจเหม่อลอย และเฝ้าสงสัยอยู่ร่ำไป
ยุคนี้เป็นยุคที่สงครามคือใช้อาวุธ
แม้มนุษย์จะยกอาวุธไม่
ก็ใช้มือกดปุ่ม
อาวุธก็จะทำงานให้ตามต้องการ
คนจึงไม่ตายในสงครามแต่อาวุธจะตายแทน
มนุษย์จึงฉลาดขึ้นกว่ายุคก่อน
และมนุษย์กำลังถูกปกครองด้วยเครื่องสมองกล
ทำทุกอย่างมีสมองกลทำให้หมดตัดสินให้หมด ทำทุกอย่าง จนมนุษย์จะกลายเป็น
ทาสของสมองกล
แต่สมองกลมันทำให้มนุษย์สะดวกสบาย
มนุษย์จึงเชื่อและไว้ใจสมองกล
รอจนกว่ายุคแห่งความตายมาถึง
นั่นคือยุคที่สมองกล(computers)ขโมยความฉลาดของมนุษย์ไปหมด ไม่ฟังคำสั่งของมนุษย์เลย เมื่อนั้นมนุษย์ฉลาดน้อยกว่
าคืออยู่ในสภาพนอกคำสั่ง(out of order)
เมื่อนั้นยุคแห่งความตายก็มาถึง
ไบฟอนเชื่อว่ายุคแห่งความตายนั้นเป็นยุคต่อจากกลียุค
ถามว่ามนุษย์จะเป็นงัยต่อไปเมื่อยุคแห่งความตายมาถึง
ไบฟอนตอบว่าไม่รู้
เพราะคำถามนี้ไม่ใช่ปัญหามนุษย์จะตอบได้
นอกจากเทวดาคือสิ่งที่เหนือมนุษย์ ที่มนุษย์เชื่อว่ามีอยู่
เท่านั้นจึงตอบได้ ไบฟอนเป็นมนุษย์
ตอบได้เพียงปัญญาที่มนุษย์มีและ
พิสูจน์ได้
ก็มีเท่านี้เอง
นอกนั้นจึงเป็นเรื่องของนวนิยายเรื่องของจินตนาการเรื่องของความฝัน ความคาดเดา
เท่านั้นที่ไบฟอนเห็นว่ามีอยู่จริง
ฉะนั้นสรุปความตายคือสิ่งอมตะ
ฉะนั้นความสุขสบายคือสิ่งที่มนุษย์ชอบ
ฉะนั้นความเจ็บปวดนานารวมทั้งความตายในที่สุด
คือสิ่งที่มนุษย์เกลียด
สรุปผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จงคิดเสมอว่า
การนอนหลับได้เป็นสุขที่สุด
ไม่มีสุขใดจะเหมือนและเทียมเทียบได้
นวนิยาย
เรื่อง"เมตาพอร์ช"
(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง)
ตอนที่
456
เมื่อหลับดีได้"รมณีย์สมัย"
จะตามมา
คือ
ตามด้วยการตื่นขึ้นมา ดี
แล้วตามด้วยสิ่งที่มี
คือ
ด้วยน้ำไวน์และปูย่าง กุ้งก้ามครามนำเสนอ
ต่อสิ่งที่ปากและลิ้นๆชอบๆ
อย่าฝืน
ตามด้วยโทด(toast) ขนมปังย่างจากอุปกรณ์จำเพาะ)ขนมปัง
และตามด้วยขนมปังอ่อนๆทาเนย
และน้ำชารสละมุนสีน้ำคลองขุ่นดิน
ตามด้วยหนึ่งแก้วแก้ชนิดใส่ที่รีดมาจากหัวนมสดจากเต้า
จากนมสดที่ส่งทุกเช้ากลางถนนเอทิน
จิตใจก็แจ่มใส
นี่มิใช่หรือคนรวยแต่มันปกติดีทั่วไปคนจนก็ทำแบบนี้ที่เอทิน
เพราะที่เอทินในทะเลมีกุ้งในคลองมีหอยกาบ
ในนามีข้าวและเนินเขา
มีข้าวบาร์เลและข้าวไรน์และข้าวอีกมากนับชนิดจำไม่ได้สะกดไม่เป็นตัวอักษร
เอทินมันเป็นรัฐในอุดมคติ
เพราะรัฐเอทินทำนาเหมือนนารวมและยังจัดอะลอดเมนต์(alodgement)ให้ประชาชนทุกคนทำสวนครัว
ทุกอย่างไปหาได้ "มันเป็นกฎหมายที่นี่"
จริงอยู่การแสวงหาอะไรมากิน
และยังชีพให้มั้นนั่น
คือการแสวงหาความตายโดยแท้ในที่สุดของวันๆหนึ่ง
การหากินคนเอทินถือว่าการแสวงหาความตายอย่างสมัครใจและสุขใจ
ใช่"บรรพุรุษแก่ๆคนหนึ่งบอกมา"
"นั่นคือการแสวงหาความตาย"
เหมือนเขียดหาเหยื่อในทุ่มืดของค่ำคืน
เพื่อกืน
แต่พบงูกัดตายเสียก่อนก่อนจะนำเหยื่อไปฝากลูก
เหมือนวิบากกรรมของนกป่าเป็น
แต่ไบฟอนจะไม่ใช้คำนี้ คำว่าตายไม่ทีใครอยากได้ยิน
แต่จะใช้เพียงว่า
การแสวงหาอย่างเป็นปรัชญา
สัตว์เดรัจฉานก็มีปรัชญาในกาแสวงหา
ถ้ามันไม่มี คนมีหน้าที่ทำให้มันมี
เรื่องของเรื่องมันตรงจุดนี้
มันก็เหมือนนกระสาไปหาปลากลางทุ่งน้ำ
และพบงูน้ำ
จึงเกิดการกัดต่อสู้กัน
นั่นคือแย่งชิงกันนั่นเอง
เหมือนเสือกับวัวกระทิงในป่าสู้กันตอนออกหาอาหาร
แม้สิ่งที่เหมือนกันนี้นี้จะไม่พบในเอทิน
เพราะเอทินมีสวนสัตว์
มีสวนพักสัตว์แห่งความเมตตาปราณี
ทุกอย่าง
จึงดูเป็นมโนภาพ
แต่ปัจจุบันคนเอทินจะพบในยูทูบ(youtube)
ได้ทันทีหากมนุษยชาติใดมีความประสงค์
ก็จะพึงเห็นมัน แต่คนตาบอดและบางคนก็ไม่สนใจมันเลย
ยูทูบคือชีวิตแห่งความจริงที่ท่านเปิดออกให้ทุกคนเห็นได้เมื่ออยากรู้ดูเอาเองได้
ใช่การแสวงหา
และทุกครั้งก็สมหวังมากน้อยบ้างและอิ่มไป
เมื่อคนเกิดมาแล้ว
ทุกอย่างต้องฟิตเพื่อรอดต่อได้ต่อไป(fit to survive)ตามหลักมนุษยชอบนิยมคิดตามเหตุผลของท่านที่คิดได้ว่ามันเป็น
ไบฟอนถูกเพื่อนหญิงคนที่สองที่รักชอบพอกันฉันมนุษย์
นั่นคือ
หญิงสาวนามว่า
"เดซี่"(Daisy)
เตือนไบฟอนมาว่า
อย่ากล่าวว่ามนุษย์ทุกคน
ได้มาถึงยุคแห่งความตาย
เพราะความตายนั้น
มันไม่มีอยู่จริงของคน
ที่จริงคนเป็นอมตะ
เพราะคนมีจารึกเมื่อหมดหน้าที่และไร้ความสามารถและจากไปแบบไม่หวนกลับเหมือนหายไปเฉยๆกลายเป็นวิญญาณเวียนวนอยู่
ที่หลายคนปลงใจเชื่อ
แต่ยุคของ"วิสัยทัศน์"(visions)แห่งความงามและความจริงกำลังจะมาถึง
นั่นมีอยู่จริง
เป็นเฉกเช่นปิรามิต(Egyptian- pyramid)อียิปต์เป็นอุทาหรณ์
กล่าวคือเดซี่เพิ่อยรักคนหนึ่งของไบฟอนไม่อยากให้มีคำว่า
ยุคแห่งความตาย
เพราะความตาย ไม่มีใครอยากได้ยินเพราะมันเจ็บปวด เสียงแห่งความตายเป็นเสียงเพลงขับเป็นเสียงแห่งละครอุปราการโอเปอรา(opera) เสียงออเคสตร้า( orchest)ra เแนเสียงคาราโอเกะ(karaoke)ที่มนุษย์ชอบมัน
และต่อมา
ก็เป็นวาระที่เราจะไม่ได้มีโอกาสได้ดื่มน้ำชากาแฟแก้วร้อนและเย็นตายมชอบ
และนั่งหายใจคุยกัน
และร่วมกันและอาจจะไม่มีอีกเลยอีกหรือไร
นั่นอย่าไปคิดมาก
เดซี่งขอว่าจึงขอไม่ใช้คำนี้
คำว่ายุคแห่งความตายจึงยุตเหมือนคนเข้าห้องผ่าตัดต้องฉีดยาชาระงับความรู้สึกเจ็บปวด
ให้คนไข้ลืมไปว่า "เขากำลังรอศัลยแพทย์ใช้มีดกรีดและผ่าตัดตามชอบที่จุดป่วยเกิด"
ไบฟอน"เห็นชอบ"
และไม่ใช้มันแต่คิดใช้มันเสียใหม่เป็นคำใหม่เพื่อให้ดูศิริวิไลซ์ขึ้น
ให้ไกลกว่าชนิดของลิงที่มนุษย์บุรุษสืบทอดมา
เพราะนวนิยายจะกำหนดเช่นไรก็ได้
เพราะนิยายเป็นดั่งทางรถไฟให้รถไฟแล่น
เพื่อนำส่งผู้โดยสารไปสู่ปลายทางที่เขาอยากจะโดยสารไป
"เดซี" (Deisy)
คือนักศึกษา"วิชาชีวโมเลกุลเคมี" (Chemical bio molecule studies)ที่
ต่างประเทศเธอสวยสาวและใหม่
ใครเห็นต้องชอบ
และเธอเป็นพรหมจรรย์และเธอเป็น"ทั้งเลดี้และดุชเชสแห่ง"เมทีโอปราสาท"
(Lady and Duchess of Meteo castle)อีกด้วยแต่พวกเราเรียกเธอว่าเดซีที่เธอไม่ยึดติดใน"เพียเรจ"(peerage)ของเธอ ที่เธอมีโน้นอะไรเลยเป็นสถานะ
เพราะเธอถือว่า
สิ่งที่เกิดสิทธิติดตัวกับสิ่งที่เป็นชีวิตจริงมันต้องแยกออดจากกัน
ไบฟอนจึงให้ชื่อยุคใหม่เป็นยุค"ความจริงทัศน์"Trues visions age"
เพื่อกลบความจริงของความจริงที่ คนพบเจออาจจะสะดุดและเป็นลมได้กับคำว่า"ตาย" หรือ"มรณะ"คำนี้
ซึ่งไบฟอนก็มีทัศนะคติเชิงบวก(positive thinking in views)ว่าไม่ชอยคำว่าสงครามและความตายเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
ในลงตัวมันเองอยู่แล้ว
แม้จะเป็นเรื่องสงครามและความตาย
ในนามของชื่อว่า"สันติภาพ"ก็ดี
กลับมาที่เอกสารที่ขุดๆ(Dig up or excavating) พบ การขุดนี้มันหมายถึงการควานหาแบบขุด มิได้ขุดเหมือนการขุดคลองส่งน้ำของทหารโยธาหรือกรรนงมกรทาสโยธาตามป่าและ
คลองตมดินถนนที่เรามักเห็นอยางไรหรอก
เป็นเพียงคำนิยามในการเชิร์ช(serch)
แบบเซิร์ชเอนจิน(search engine)เท่านั้น
แต่ทำตามสภาพคือในปราสาทร้างที่ถูกทอดทิ้งมานาน ในเขตไฟรเวท(private)เฉพาะยิ่งที่บุคคลภายนนอกเข้าไม่ได้แม้แต่คนพรานไพร
ทันทีที่ไบฟอนเหลียวไปมองก็เห็นว่า
"มีเงาเกิดขึ้นที่เอกสารเก่าที่วางไว้ในมุ้งลวด
เขตควบคุม ที่เมื่อวานนี้ไบฟอนทำค้างเอาไว้
แต่ไม่ใช่
มันเป็นเพียงเงาแดดกระทบกับความมืดภายในปราสาทเท่านั้น และไบไม้แกว่งปะทะแสงแดดที่ถูกลมจึงเกิดภาพหลอนที่ชวนคิดเท่านั้น
มันไม่ใช่เงาของผี หนังหลอกเด็กอะไร
อย่างที่ไบฟอนคิดว่ามันเป็น
แต่เป็นเงาที่ใบไม้แกว่งและกระทบแสงแดดอ่อนแล้วพาดส่องผ่านเข้าไปในมุ้งลวดจริงๆ
มันเป็นที่เตียงอายุ 100 ปีทำจากท่อนไม้สักเนื้อแก่
ที่วางเก็บเอกสาร ที่ไบฟอนนักโบราณคดี
ขุดเจาะสมัครเล่นกำลังหาทำ
ไบฟอนรอดูพฤติกรรมเท่านั้น
อีกหลายวันกว่าจะเปิดดูได้
"ไบฟอนปริวิตกเชื้อโรคและไม่เคยไว้ใจมันแม้มันจะไม่มีหรือมันจะบริสุทธิ์"
เพราะเชื่อว่ามันต้องมีเชื้อโรคแห่งความอับชื้นแน่นอนอย่างน้อย ไบฟอนเองมีภูมิแพ้ความอับชื้นและกลิ่นด้านนี้
ไบฟอนไม่ชอบคิดเรื่องหนังผี เรื่องผีๆ
แต่คิดกลับมาเรื่องแรงโน้มถ่วงแทน(gravity)
ที่มันจะแสดงปรากฏการณ์ต่อโลกแทนเสียมากกว่า
เพราะไบฟอนเชื่อว่าแรงโน้มถ่วงของโลกนี้เองที่ทำให้เกิดสงครามความตายและควาสุขในปัจจุบันและอนาคตมนุษย์
ที่ใครๆจะมากสนใจได้ อย่างแน่นอน
ที่ไบฟอนปลงใจเชื่อไว้ก่อน
ๆจะพบความจริงฐานที่สองที่เชื่อถือได้ต่อไปได้
.....
นวนิยาย
เรื่อง"เมตาพอร์ช"
(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง)
ตอนที่
457
เพื่อนๆซาตาน(satan)และทาร์ซาน(tarzan)ที่รอฟังจากหคอยทสงความคิดและความทรงจำของ
ไบฟอนและผลการขุดค้นเอกสารเก่าที่สคอร์ตชน (squatters gentleman)เขียนทิ้งไว้ก่อนหายตัวไป
คือ
ทุกคนขอจงได้ตระหนักทราบไว้เลยว่า
วอบๆแวมๆของชิ้นส่วนเอกสารเก่าที่คาดคิดว่าจะมีอะไรสำคัญบ้าง เช่นทฤษฎีสันติภาพ
ฉบับฉมัง หรือทฤษฎีระเบิดนิวเคลียร์สงบศึก สงครามที่ไบฟอนมีนิยามคำว่าสงครามว่า(warfare)
มนุษย์ขัดแย้งกันหรืออื่นใดมี
เพราะ
เรื่องสาระเหล่านี้ทับถมกันจากมูลดิบและมูลอิสระของผลที่เกิดจากเถ้าถ่านจากภัยธรรมชาติเข่นภูเขาไฟระเบิดหรือปรากฏการณ์อื่นๆ ที่ๆม่พึงประสงค์
และสิ่งเหล่านี้จะพบได้ในสถานที่ใต้พิภพโดยมาก คนที่พบนั้นจะมาจากชนชั้นสลาฟและคนเดินทางไกลที่มีเป้าหมายและนักฝันเท่านั้นทุกอย่างที่ดี มันๆมิได้เกิด
ในห้องแอร์ หรือจากการวิจัยยนหอคอยงาช้างและบนกองเงินกองทองเสมอไป
แต่มันเป็นอุบัติการณ์ อุบัติเหตุเสียโดยมาก เหมือนการขับรถไปบนถนน ที่ไม่คาดว่า จะมีรถขับมาชนเรา เพราะคนขับเพลียงีบหลับหรืออะไรกันเมื่อไหร่ ทำนายกำหนดไม่ได้
สรุปการณ์นี้ๆ
มันไม่ง่ายเหมือนการพยากนณ์อากาศหรือ
การทำนายแผ่นดินไหว
ที่ทีมีอุปกรณ์และหลักคิดทำนายสำเร็จรูปเตรียมรองรับอยู่แล้ว
ทุกอย่างที่จะเกิดต่อไป
มันคืออุบัติเหตุที่ไม่มีการคาดคิดไว้ล่วงหน้า
อันนี้คือสิ่งที่มนุษย์เผลอตายไปมากมายได้
สิ่งขุดค้นพบและรอการขุดพบของไบฟอนนี้ก็เช่นกัน"ไม่รู้ว่ามันอะไรบ้าง"
ความมืดบอดคือคำตอบของไบฟอนตอนนี้มีพลางไปก่อน
ที่จุดพบมีแม้จะไม่มีซากคนดองอันน่าสยดสยองอะไร หรือมีอาญากรนำศพมาฝังไว้เพื่ออำพรางคดีเพราะที่ปราสาทร้างนี้ห้าม
ตำรวจเข้ามาอีกด้วย เพราะพบว่าที่เป็นเช่นนั้น
ก็เพื่อไว้ทุกข์เจ้าชายพระองค์หนึ่งที่เสียชีวิตไปเพราะถูกฆาตกรรมเมื่อ 200 ปีมาแล้วนั่นเอง
แต่ก็คงมีเรื่องแปลกๆที่น่าติดตามเช่นเรื่องของผีๆปีศาจสัมภเวสี(เร่ร่อนหาที่ลงไม้ได้บ้าง)ไม่มากก็น้อยเช่นเรื่อง
ระบบผีของ(Sherman ghost penthomine demi-god Frankenstein Dracula angle spirits)
และสิ่งไม่น่าติดตามอีกมาก ทั้งนี้ไบฟอน
มิใช่หวังอะไร
แต่มันเป็นองค์ประกอบที่อาจจะเพื่อประโยชน์ของ
เพื่อนพ้องผู้หายใจเป็นชีวิตชอบอ่านและติดตามเรื่องราวอื่นนอกจากเรื่องราวของตนเองเป็นอดิเรก
ที่เชื่อว่ามันจะจรรโลงใจและจิตให้คนได้มีโอกาสฆ่าเวลาดีกว่าไปคิดชั่วอย่างอื่นๆ
ที่ขาดมโนธรรมเป็นแนวตั้งเป็นไฉน
อนึ่งอาหารทางความคิดคือ(the food of thoughts)
ในเนื้อในของ
"นิยายคืดจุดกำเนิดและก็นี่ละเป็นการแจ้งเกิดของนวนิยายนี้"
เรื่องราวทั้งหมดจะเอื้อ ต่อการเชื่อมโยง
สู่ความสำเร็จบางอย่าง
ในวถฒนธรรม ประเพณี สิ่งลี้ลับ
ภาษาการมีมุมมอง การหักมุม การทันการทันข่าวเหตุการณ์ในอดีตอนาคตและปัจจุบัน
อันนี้คือความจริง ที่ไบฟอนพยายามนำเสนอ
ในฐานะพระเอก เพื่อบูชาความรักที่ตกหล่นไปบ้าง
เรื่องแพมดาสรูล
(Pemdas rule =bracket -exponential multiplication -divide-adition -substraction)
ที่จริง
สิ่งนี้คือส่วนของเลขชีวิต(life mathematics)
ที่ต้องคิดได้คิดเป็นไม่ว่า
จะเกิดมาจากคน
ยากดีมีจนหรือเด็กและผู้ใหญ่เลย
มันต้องใช้ที่ถือว่าใช้มันทุกลมหายใจ
มันก็คือสิ่งที่เป็นส่วนซึ่งเป็นหญ้าปากคอกทั่วไปของคน
ไบฟอนนำมาอ้างอิงเป็นหลักคิด เพื่อฝึกสมอง
มันเป็นการฝึกสมองได้ดี "ไบฟอนขอยืยยัน"
เหมือนการซื้อของจากร้านชำต้อง
ที่ต้องคิดทอนคิดนับเงินให้ถูก และโต้แย้งฉับพลันเมื่อผิด โดยไม่มีการเรียนการสอน
ในเรื่องนี้"ให้ทำเป็น"ซึ่งต้องใช้สมองอันเป็นส่วนที่ ถ้าใครเป็นคนบ้า ที่มีสติเลื่อนลอยจะทำไม่เป็น
ไบฟอนชอบเรื่องแรงโน้มถ่วง
Gravity) แต่ทิใช่เกรวี่(gravy) มันลงท้ายด้วย"วี่"เหมือนกัน วี่อันหลังไบฟอนก็ชอบเพื่อมันเป็นสีดำในกระปุกสีน้ำตาล
ใช้ทำละลายกินเป็นอาหารต่างน้ำซุปหรือทาขนมปัง ที่ไบฟอนชอบกินมัน
ไบฟออนเชื่อว่าแรงโน้มถ่วงนี้เอง
ที่กำหนดเอาชีวิตและชะตากรรม
ของธรรมชาติที่มีพลังมืดให้เกิดวิปริต ออกมามากมายตามกลไกของมันโดยธรรมชาติสร้าง
สิ่งเจ็บปวดและบางครั้งก็ความพอใจตานมาสิ่งเจ็บปวดมีอาการลึกลับที่มองไม่เห็น
เหมือนการทำงานของจักรวาลที่ซับซ้อน
เหมือนมองไปที่ก้นสมุทรน้ำทะเลสีดำด้วยตาเปล่าเหมือนวูเหบาใช้ชีวิตหลับอย๊เป็นเวลานานและเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าเพื่อรัดกินเหยื่อได้
แต่เราคิดเป็นแบบอุปนัย(induction)
และนิรนัย(deduction)กลับไปกลับมาจึงจะพบปรากฏการณ์มันได้
ด้วยวิธีแห่งตรรกะ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่มนุษย์จะเข้าใจจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้
(induction- deduction) คำสองคำนี้ถูกใช้ในบริบทของแบบคิดวิทยาศาสตร์อธิบาย
เพื่อเป็นส่งถ่ายโอนความรู้ความเข้าใจต่อกัน
เช้าวันนี้เป็นวันศุกร์
หิมจะหนาวเย็นยะเยือกปกคลุมไปทุกบรรยากาศของหมู่บ้านหมายเลขทะเบียนที่ 4540 ของเมืองเอทินที่แสนสะอาดดุจห้องน้ำโรงแรมห้าดาวนี้
สายตาของไบฟอนสาดไปผ่านช่องหน้าต่างชนิดบาลโคนี(balcony)
ดูๆแล้วนึกว่าพระอาทิตย์ส่องแสง
แต่ไม่
นี่ก็เป็นเวลา 6.37 แล้ว ไก่ก็ขันไปแล้วออกจากรังไปหากินแล้ว ไก่มีปากและเท้าเเพื่อการคุ้ยเขี่ยหากินเป็นอาวุธอย่าวเดียวเพื่อชี
วิตรอด มันออกไปหาความสุข
พร้อมลูกน้อยร้องเจี๊ยบๆน่ารักน่าเอ็นดู
เสียงของลูกไก่มันโหยหวล
รอดูว่าอาทิตย์จะมา
แต่แสงอาทิตย์ก็ไม่มา
มีดอกหิมะสีขาวมาแทน
ท้องฟ้าฝากมาไบฟอนสำคัญมันว่าอย่างนั้น
เสียงของมันได้ยินได้เป็นเพียง
หิมะเสียงเย็น ๆ เสียงมันหนาว ๆ
ไบฟอนรับได้เสมอ มันจะเป็นเสียงหรือจะเป็นความรู้สึก
สัมผัสใดกลิ่นไแบบไหน เมื่อมันเป็นธรรมชาติ
ตนเองต้องรับมันได้เสมอ
เนียะสมมุติว่า
แต่ถ้าเป็นแสงแดดตอนเช้า
ตนเองก็จะได้ฮอร์โมนสำหรับชีวิตช่วงเช้า
บางประเภทที่หาโอกาสที่อทิน
ไบฟอนคาดว่าสักเช้าหนึ่งจะต้องได้มัน
เพื่อทำให้คุณภาพทางสุขภาพชีวิตของตนเองได้มีค่าขึ้น มนฐานะที่คนเกิดมาต่างไปจากลิงแล้วกระนั้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น