วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ในคืนนั้นแม่พูดว่า “แม่จะตายแล้ว” แต่อาตมาบอกว่าอย่าเพิ่งตายขอลูกจบปริญญาโทก่อน “แม่นิ่ง” แม่มีสติสมบูรณ์ก่อนตาย รู้จักพนมมือไหว้พระ บอกพระว่า ระวังบาป ถูกผู้หญิง แต่อาตมาค้านว่า เพศแม่ในลักษณะเช่นนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่ห้าม “แม่เฉย” อาตมาต้องดูแลแม่ชนิด “อุ้มขี้อุ้มเยี่ยวแม่” ชนิดได้ตอบพระคุณแม่อย่างน่าภูมิใจทีเดียว เพราะชีวิตอาตมาตั้งแต่เกิดมารอดอยู่ได้ใช้ชิวิตจริงกับแม่เพียง 4 ปีตอนติดนมเท่านั้น แม่เป็นคนคิดการณ์ไกล เช่นซื้อตั๋วเครื่องบินให้ไปเรียนต่อที่เมืองอังกฤษ เคยอยากส่งลูกไปเรียนที่อินเดีย เพราะคิดถึงคุณข้อนี้อย่างดื่มด่ำอาตมาภาพจึงเสียสละเงินที่ตนเองได้รับนอกจากพินัยกรรมซื้อโลงไม้จำปาใส่ศพท่านเป็นการตอบแทนพระคุณอย่างสมเกียรติ ปกติคุณแม่แข็งแรง ทำงานทุกวันไม่มีหยุด ที่หาตัวจับยากในพื้นที่หากินเก่ง ไม่มีหนี้สิน เลี้ยงดูแม่ตนเองที่ถูกงูเห่ากัดจนสิ้นชีวิตในมือตนเอง คุณแม่มีโรคมะเร็งที่มดลูกผ่าตัดที่ ร.พ. วชิระ กรุงเทพฯ หายแล้วต่อมา คุณแม่ป่วยบ้างเล็กน้อย แต่วาระสุดท้ายแม่เป็นอัมพฤกต์เดินไม่ได้ คุณพ่อได้นำไปรักษาตัวที่ ร.พ.เปาโล กรุงเทพฯ ร.พ. วิรัชศิลป์ จ. ชุมพร ไปรักษาตัวที่ ร.พ. สุราษฎร์ธานี และที่ ร.พ.ศิริราชนี้ โดยเพราะเพื่อนและอาจารย์ที่นี่และอาตมานำมาแต่แพทย์บอกว่าอาการของ สาธารณกุศล ช่วยงานวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ ช่วยงานวัดเขาถ้ำม้าร้อง สร้างคนชราภาพ จนต่อมากลับมารักษาต่อที่ร.พ. บางสะพานน้อยจนแม่เสียชีวิตในที่สุด แพทย์สันนิษฐานว่าเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือด จนถึงวันมรณกรรมมี ทะเบียนบัตรประชาชนเลขที่ 3101501134641 มรณะเมื่ออายุ 84 ปี วันที่ 2 มกราคม 2552 ประวัติกุฎีขนาดใหญ่ร่วมกับ แม่ชีพิศ สุชาโตถวายที่คณะชีเดิมหลังเขาด้านทุ่งนุ่นวัดเขาถ้ำม้าร้อง ดูแลปู่ช่วง ช่วงเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาถ้ำม้าร้อง ดูแลแม่ชีจำลองลักษณ์ คงสาหร่าย ช่วงมาพักวัดเขาถ้ำม้าร้องและแขกสำคัญของวัดจากกรุเทพฯ ทำบุญหลายรายการจำไม่ได้ ที่แม่เคยบอกมีรายการดังต่อไปนี้คือ ซื้อโลงศพถวายปู่ช่วง (3,000บาท) นำทอดผ้าป่าและกฐินสามัคคีที่วัดเขาถ้ำม้าร้องร่วมกับสามีจาก จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำทอดผ้าป่าและกฐินสามัคคีที่วัดดอนตะเคียนกับสามีจาก จ. สุราษฎร์ธานี ทำบุญกับวัดดอนตะเคียนตลอดเวลาเกือบทุกรายการ ส่วนที่มีบันทึกไว้คือบริจาคทรัพย์สร้างเสาโบสถ์วัดดอนตะเคียน 1 ต้นเป็นเงิน 10,000 บาทขึ้นไป ขณะป่วยได้บริจาคทรัพย์ 10,000 ให้วัดดอนตะเคียนผ่านนางเฮียว ถวายพระอธิการเมี้ยน มีใบอนุโมทนาบัตร สำหรับวัดดอนตะเคียนมีรายการทำบุญอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับแม่คือนางหนู เกตุมณีเดชา(แก้วขำ)ผู้เป็นแม่ในสมัย เจ้าอาวาสดังนี้(เดิมปู่สิน) ต่อ ๆมา ปู่ช่วง ปู่ชม พ่อหลวงขอน พ่อหลวงอุ่น อาจารย์เที่ยง อธิการละม้าย อาจารย์ยี่ พระปลัดชาญชัย พระโสม พระน้อย พระกล่ำ พระอธิการเมี้ยน บริจาคที่ดินให้โรงเรียน 1 ส่วนไม่เกิน 1 ไร่เป็นที่เก็บขยะและเรือนเพาะชำโรงเรียนวัดดอนตะเคียนเดี๋ยวนี้ ตาช่วงบอกว่าที่ดินวัดดอนตะเคียนย่าวอนคือทวดของอาตมาเป็นคนบริจาคให้วัดบันทึกพบจากเอกสารมีชื่อว่านางวอนบริจาคจริงให้แต่ไม่มีนามสกุลเพราะยุคนั้นเมืองสยามไม่ใช้นามสกุล บริจาคที่ดินให้กรมทางหลวงชนบทไม่เกิน 1 ไร่ นอกนั้นยังคิดไม่ออกและค้นหาเอกสารยังไม่พบ เพราะที่บ้านมีภัยพายุ ภัยธรรมชาติมาก เช่น พายุแหลมตะลุมพุก พายุเกย์ เป็นต้น หน้าที่ปกครอง เคยเป็นผู้ช่วยหัวหน้าแม่ชีสำนักวัดเขาถ้ำม้าร้อง และเป็นสมาชิกสถาบันแม่ชีไทยได้รับใบสุทธิบรรณ) คำสั่งสอนบุตรวาระสุดท้าย ดูแลตนเองให้ดี แม่ชอบเงียบ ๆไม่อยากให้หนวกหู รู้จักใช้เงิน อาตมาคิดสร้างวัดหรือมูลนิธิให้ท่านถ้ามีโอกาส และเก็บรักษาทรัพย์สินให้อยู่เงียบ เหมือนคนสมถะ ไม่ให้หนวกหูเหมือนหรือคนมากวนใจจิตวิญญาณของท่านในบริเวณที่ท่านเคยอยู่อาศัย เมื่อท่านสิ้นชีวิตแล้ว อาตมาชอบที่ท่านไม่บังคับเลือกคู่สมรส หลังตายอาตมาโดยจะกักบริเวณไม่ให้ใครเข้าไปบริเวณที่ท่านเคยอยู่อาศัย แม้วัวควาย ปล่อยธรรมชาตินิเวศน์เพื่อไว้อาลัยท่าน ส่งเสริมสมุนไพร แต่จะจัดบ้านไว้รับแขกต่างหาก เพราะขณะแม่มีชีวิตอยู่ท่านชอบสมาธิภาวนามาก และชอบชีวิตแม่ชี ชอบชีวิตป่า เขา ทะเล เงียบ แม่ไม่ชอบการเมือง ประวัติการรู้จักพระของแม่ แม่ชอบทำบุญ พระที่รู้จักแม่คือในนาม คือนิคแนมที่ถูกแม่ชีสุธรรมาตั้งให้เมื่อบวชเสร็จคนจึงเรียกแม่ “พี่ชีประทุมทิพย์” “อุบาสิกาประทุมทิพย์” “หนูประทุมทิพย์” แม่เคยนอกจากเลี้ยงน้องร่วมสายโลหิตมาทุกคนแล้ว สิ่งสำคัญที่อดไม่บันทึกไม่ได้คือ นำหลานชายลูกชายของน้องสาวชื่อโสราศักดิ์(ที่เกิดจากเฮียงและหลิ) ที่เกิดมามี2 หัวคือตูดยาว พาไปตัดที่ ร.พ. ศิริราชยุคก่อน 2525 สำเร็จ คือไม่ตาย และเนื้อเยื่อเก็บรักษาไว้ที่ ร.พ. และคนนำไปปิดวิคให้คนดูที่กรุงเทพฯ แม่ดำริทำหนังสืองานศพให้พ่อ(นายคล้าย เกตุมณีเดชา) 1 เล่ม เป็นหนังสือสวดมนต์สำหรับอุบาสกอุบาสิกา ตรวจแก้และตรวจก่อนพิมพ์โดย หลวงพ่อเจ้าคุณมาณพวัดราชโอรส สมัยเป็นสามเณร(ป)วัดสร้อยทอง นอกนั้นแม่นำน้องทั้ง3เว้นเฮียงมาบวชชีที่วัดสร้อยทองและนำน้องต่างพ่อ(ลูกพี่ลูกน้อง)คนหนึ่งคือรัตนา คงนาขา มาบวชชีที่วัดสร้อยทอง นับว่าแแม่พาคนเข้ากรุงเทพฯ หลายคน ในจำนวนอื่นในพื้นที่เดียวกันไม่มีใครมีสังคมในกรุงเทพฯ เท่าแม่ในช่วง (2500-2525) การประกาศขอบพระคุณ งานศพแม่ และพ่อ ช่วงงานศพพ่อ เจ้าภาพไม่ค่อยได้ปรากฏตัว แต่ก็ได้ ให้คนทำการแทนคือ อ.ส.ม. ในหมู่ 9 และคนอื่นช่วยทำการแทนเช่นแม่ชีสาคร บ้านใกล้วัด ตัวเองต้องคอยพยาบาลแม่ ซึ่งอาการร่อแร่เช่นกัน งานนี้จะพูดว่าพ่อปล้ำดูแลแม่จนตัวเองตายก็ได้ แม่และพ่อมีเรื่องหนึ่งที่พบเห็นคือ สำหรับท่านหลังวันแต่งงานท่านได้สาบานกันว่าไม่แต่งงานคนอื่นอีก และพบว่า พ่อและแม่แยกกันอยู่นานพอสมควร(10ปีกว่า) ไม่ได้แต่งงานใหม่ จนกระทั่งวาระสุดท้าย ที่แยกกันอยู่ก็ไม่แต่งงานคนอื่น แม้มีเถ้าแก่มีการทาบทามสู่ขอทั้งสองฝ่ายช่วงพ่อและแม่แยกกันอยู่ พ่อเคย ส่งเสียให้ทายาทเรียน ร.ร. ราษฎร์ คือที่ ร.ร. ธีราศรมวิทยา พุนพิน 4 ปี คือชั้น ป 2 ถึง ม 1 (ป5) แล้วออก ทายาทได้หนีพ่อไปบวชสามเณร หลังจากนั้น พ่อตายก่อนแม่เพราะดูแม่จนเป็นไข้ คือเช้าวันหนึ่งพ่อไปซื้ออาหารเช้ามาให้แม่ แล้ว กลับมาชักต่อหน้าอาตมา ๆจึงพยาบาล และนำส่ง รพ. ต่อมา ขอขอบพระคุณรถพยาบาล ร.พ. บางสะพานน้อย และคุณหมอสมพงษ์ และของคณะพยาบาลทุกท่านที่ได้เอาใจใส่มาดูแลแม่และพ่ออย่างดีในช่วงวิสัญญี ทั้งในฐานะนโยบายอำเภอและรายการอื่นที่น่าชมเชย (โปรดอ่านเพิ่มเติมในหนังสือเยี่ยม) อาตมายากจนแต่ได้ให้ดอกกล้วยไม้สีเขียวกระถางหนึ่งให้ 1 กระถางตอบแทนโรงพยาบาล และทุกท่านที่มาร่วมงานและตลอดถึงคนที่มาที่ไม่ได้กล่าวถึงทุกท่าน มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเจ้าภาพ กล่าวคือทายาทขออภัย และขอให้ทุกคนจงได้รับส่วนบุญ ถ้ามีด้วยกันทุกๆคน กรรมใดที่แม่หรือพ่อหรืออาตมาได้ล่วงเกิน กาย วาจา ใจ ทายาทขอประทานอภัยมาทุกถ้วนหน้าในที่นี้ด้วย เห็นมีพวงหรีด อ.บ.ต. บางสะพาน เจ้าของโลงไม้จำปา และ พระมหามาติณ ถีนิติ (บุตรชาย) ในงาน ส่วนท่านอื่นจำไม่ได้ ทายาทขออนุโมทนาและขอบคุณเช่นกัน งานศพแม่ไม่เหมือนงานศพยายที่มีพวงหรีดมากมายนับจาก ส.ส.ของจังหวัด ถึงพระอย่างอาตมา นอกนั้น พบว่าแขกมากันพอสมควร บางคืนเต็มศาลา และขอบคุณ เด็กนักเรียน วัดดอนตะเคียนที่ได้มาเยี่ยมแม่และกล่าวอวยพรให้แม่หายไว ๆ ประทับใจอาตมามากในนโยบายชุมชนของโรงเรียนเช่นนี้ กล่าวคือโดยการนำของหัวหน้าชั้นนักเรียนห้องหนึ่ง(โปรดดูในหนังสือเยี่ยม) ที่จำได้คือ ท่านทูล พระเลขาฯตำบลพงษ์ประศาสน์ (ญาติแม่คนหนึ่ง) โกจิ้นพ่อนายก อบจ น้าหยีดโรงสี คฤหบดี ม. 9 และอีกมากกาย เมื่อพบบัญชีแล้วจะนำมาแสดงภายหลัง กำหนดการศพ ไว้3 คืน เดิมกำหนดไว้ 1 คืนคือคิดว่าเก็บศพหรือฝังรอพร้อมแล้วเผาทีหลัง แต่ต่อมาเป็นว่าแล้วพาไปฝังรอพร้อมเพื่อเผา ศพพ่อชอบฝัง แม่ชอบเผา แต่ไว้รวมกันก่อนได้ท่านทั้ง 2ไม่ว่า กล่าวคือคือพาไปฝังที่ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีบุตรเพื่อนพ่อนับถือกันทำไว้ให้ 2 อันด้วยอุปการคุณต่อกันบางอย่างในอดีต แต่ต่อมาทางบ้านดอนตะเคียน เมื่อขอ ไว้ 3 คืน ก็ยินยอม เพราะทายาทไม่มีแรงทำ สุขภาพไม่สมบูรณ์ ติดเรียน จึงกำหนดว่าไว้เพียงแค่นั้น แม่สั่งว่าทำศพแม่และพ่ออย่าไปเก็บน่วย(ค่าการทำบุญหมุนเวียนตามประเพณี) ให้ปล่อยฟรี เพราะฉะนั้น งานที่ทำคือ ไม่ได้หวังอะไร มีเงินฌาปนกิจอยู่บ้างส่วนประกันชีวิตฌาปนกิจสงเคราะห์หมู่บ้านของแม่ทายาทรับเรียบร้อยเป็นทางการ มีนางเฮียงน้องแม่เป็นพยาน ส่วนพ่อไม่มีฌาปนกิจ หมายกำหนดการศพแม่ หลังการนำศพจาก ร.พ. บางสะพานน้อยไป ร.พ. พยาบาลบางสะพานใหญ่ ฉีดออตอ็ปซี่(Autopsy) รถร่วมของโรงพยาบาลฝ่ายอาสากู้ภัยบางสะพานน้อย 2 มกราคม 2552 พาแม่มารดน้ำศพที่วัดดอนตะเคียน มีนายสุมล (ญาติแม่) ผูกตราสังให้ ส่วน พ่อ พระมหามาติณ ผูกตราสังให้ รดน้ำศพเสร็จนำเข้าใส่โลงจำปาทันที ราคา 35,0000 บาทรวมค่าเบ็ดเสร็จ ลูกชายยินดีบริจาคซื้อ ให้ แม้ไม่มีเงินเพื่อตอบแทนพระคุณ 3 มกราคม 2552 สวดพระอภิธรรมทุกคืน นิมนต์พระเณรฉันเช้าเพลทุกวัน ขอขอบคุณเจ้าอาวาส ท่านไก่ แม่ชีสาคร และพระพิธีกรรมโรงทึม วัดดอนตะเคียนท่านสม หลวงพ่อเมี้ยน อาลีอาของกำนัน และทุกท่านที่มาช่วยทำให้มีบรรยากาศกินเหล้าอ่อนแก้เหนื่อยและเล่นสนุกตามกาลเวลาด้วย และทุกท่านทุกคนมา ณ โอกาสนี้ด้วย แม่และปู่ช่วง เคยเล่าว่า ที่ดินวัดดอนตะเคียนนั้นย่าเป็นคนถวายให้ แต่เมื่อตรวจดูเอกสารฝ่ายเมือง พบแต่ชื่อ”วอน” ไม่พบชื่อนามสกุล จึงละไว้ว่า อาจจะถวายที่ดินสร้างวัดดอนตะเคียนจริง มีคนมาเต็มโรงทึมทุกวัน 4 มกราคม 2552 วันที่ 3 นำศพแม่ออกจาก วัดดอนตะเคียนตอนเช้า เพื่อพาไปสุสานที่ จังหวัดราชบุรี โดยขวบรถ 3 คัน มีรถคุณสมภพฯ และพระหมามาติณทายาท รถของญาติหลายคัน รถเช่าจำเพาะ และรถนำส่งของโรงพยายาบาล พาแม่ไปฝังที่ โรงเจเขาช้าง เพื่อรอทำพิธีกรรมอื่น ต่อไป งานศพพ่อ ทายาทไม่ได้ไป เพราะว่า ต้องดูแลแม่อย่างใกล้ชิด งานศพพ่อ มีญาติตลาดพลูมาทุกคนมีญาติมาร่วมงาน งานที่ดอนตะเคียนมีญาติจากบ้านกรูด ชุมพร และดอนตะเคียนมาร่วมงานทุกคน ส่วนญาติข้างแม่ทางกรุงเทพฯมีคุณรัตนา มาร่วมงานที่โรงเจที่ฝังศพสำหรับญาติกรุงเทพฯฝั่งธนบุรี ข้างพ่อมาหมดทั้งสองรายการ อาจจะจดไม่หมดขออภัย ส่วนงานศพไม่มีญาติทางกรุงเทพฯมาได้ทันเวลาทุกคน ขอขอบพระคุณ พี่วิลาสแม่ยายน้องแก่นที่ขุดสระปลูกบัวให้แม่หลังตายและพี่วิลาสที่รับงานดูแลและทุกคนที่มาเอาใจใส่ดูแลแม่และพ่อช่วงช่วยตัวเองไม่ได้ทุกระยะแม้จะมีสิ่งตอบแทนบ้าง แม้มีค่าตอบแทน แต่ก็มีน้ำใจเป็นพิเศษฐานญาติตั้งอยู่ ขอขอบคุณคณะหมอจับเส้นทุกคน หมอยาต้มยาไทยทุกท่าน และรถยนต์บางครั้งพาไป ร.พ.(เช่นรถส่วนตัว อบต ลูกชายน้านาญเป็นต้น และ การประชาสัมพันธ์งานของผู้ช่วยอี๊ดเป็นต้น ในกรณีฉุกเฉินที่ไม่ได้เบิกรถฉุกเฉินโรงพยาบาล ขอประทานอภัยและทุกคนที่ประสบความผิดหวังจากการมาเยี่ยมไข้แม่ สมัยหนึ่งแม่เป็นไข้ผีเข้า รักษาหายโดยพระครูเคล้าตาเคล้าวัดดอนยาง นายอำเภอธวัช เคยมาเยี่ยมไข้แม่ครั้งแม่ป่วย คนข้างบ้าน แม่ผู้ใหญ่ ครูน้อม สาคร อาลี กำนันโป่ง น่าเกลื่อน และเมียลุงวงศ์จากเกาะยายฉิมบ้านกรูด พ่อหลวงเมี้ยน ผู้ใหญ่หมู่ 4 ท่านไก่ น้านึก และอีกหลายคนจำไม่ได้ ตาขายหมูตลาด จรีย์ลูกสาวน้าจบ และพยาบาล อนามัย อำเภอ ตำบล บางสะพานทุกท่าน เมียน้ายวด เมียตาเคลื่อน และคนเก็บพลู อุบลและลูกพร้อมสามี น้ากิมเฮียวและทุกคนที่ไม่ได้เอ่ยถึงทั้งหมด พระที่รู้จักแม่นั้นมีนั้นอาทิเช่น หลวงพ่อเจ้าคุณมาณพ วัดราชโอรส หลวงพ่อเจ้าคุณวิเชียร วัดมณีไพรสนณ์ แม่สอด ตาก หลวงพ่อเจ้าคุณประสาท วัดกลาง บางปลาม้า สุพรรณบุรี หลวงพ่ออาจารย์สุนทร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี ที่บ้านรายการ 3 รูปนี้พบ รูปมอบให้กัน แบบญาติธรรม มิตรธรรม พระอาจารย์ประเดิมยืนพื้นนับจากวันทายาทอายุ 4 ขวบ ท่านอาจารย์เดิมเป็นพระของที่บ้านทีเดียว เมื่อแวะใต้ต้องมาเยี่ยมบ้านดอนตะเคียนนายคล้าย แม่บันทึกที่คบคนมา ปิ่น แจ่มจักษุ คนข้างวัดหัวตะเข้ ซอยอ่อนนุช กรุงเทพฯ แม่ชอบปลูกต้นไม้ วิธีปลูกคือ ปลูกกลางแดด และทำซุ้มให้ และรดน้ำเช้าเย็น เพราะแดดและน้ำไม้โตไวทุกต้น ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ระยะหลังแม่เรียนรู้การใช้สายยาง สมัยก่อนหาบน้ำใส่ทุกวัน แม่ชอบหาลำไพ่เก็บพริก ปลูกพืชสวนครัว ขายเก็บเงินไว้ทำบุญ เพราะเงินค่ามะพร้าวพ่อเก็บดูแลคนเดียว แม่ใช้เงินเมื่อไข้เท่านั้น เพราะฉะนั้นแม่หาทางเลือกทางนี้ คือปลูกพืชผักสวนครัวเป็นรายได้เสริมให้ลูกกินขนมแม่ไม่ชอบเลี้ยง สัตว์เพื่อขาย ลูกจะทำตามใจแม่ ต้นไม่ในความทรงจำของแม่คือต้นอิน ที่แม่รักมาก แต่มาระยะหลัง ตาย แม่สึกจากชีจาการเรียนรู้ที่กรุงเทพฯ คือปลูก ต้นมะขามรอบรั้วบ้าน ที่พ่อ(คล้าย)สร้างไว้ให้ให้ แต่เมื่อแม่ตายลง เหลือ 4 ต้นขนาดใหญ่ จากการปลูกไม่ต่ำกว่า 100 ต้นแบบสนามหลวงทีเดียว บทพื้นที่ กว่า 10 ไร่แม่ชอบปลูกผักเสี้ยน แล้วทำผักเสี้ยนดองขาย มีชื่อในพื้นที่ วิธีทำของแม่คือ ปลูกด้วยเมล็ด และรดน้ำกลบด้วยฟางข้าว ชนิดทำแล้วได้กินแล้วเก็บ มานวดด้วยเกลือ ราดน้ำมะพร้าว แล้วตากน้ำค้าง ขายดีมากทำไม่ทัน แม่ประสบภัยชีวิต ครอบครัว สังคม ธรรมชาติมาตลอดเวลา นอกนั้น แม่ชอบทำวุ้นว่านหางจระเข้กินเอง และแช่น้ำตาลกกรวดและน้ำตาลทดสะกอนกับน้ำจากน้ำค้างค้างคืน มากิน เป็นยา แม่ทำอะไรอีกหลายอย่าง สิ่งที่แม่ชอบที่สุดคือน้ำพริกเกลือกับปลาทูนึ่งแดดเดียว กินได้กินดี อย่างอื่นแม่ไม่ชอบกิน สุนัขตัวโปรดของแม่คือ “ห้าว” ตัวโปรดของ ลูกเป็นแมวคือ “ทองแดง” ทรัพย์สินหนี้สินของแม่ มีพินัยกรรมที่มอบให้ที่อำเภอไว้ให้ลูกคนเดียว(นายมาติณ ถีนิติ) นอกนั้นไม่มีทรัพย์สินอื่นใด มีหนี้สินที่แม่คนอื่นมีต่อ ในรูปแบบใดๆ(แม่เคยบอกรายการไว้แต่ทายาทมอบให้ทนายดำเนินการให้ไม่ติดตามเอง) และถ้ามีรายการอื่นอีก โปรดส่งตรงเข้าบัญชี เงินออมทรัพย์ของทายาท ที่ธนาคารกรุงเทพฯ สาขาบางสะพานน้อย บัญชี เลขที่ 490-0-23196-2นายมาติณ ถีนิติด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง นายมาติณ ถีนิติ ได้รับคำสั่งให้จัดการมรดกของนางหงษ์ เกตุมณีเดชา และนายซิวเม้า ซ่าแต้ ตามกฎหมาย มรดกและการจัดการมรดกที่เรียบร้อยแล้ว ณ ศาลประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2552 ส่วนถ้ามีพิพาทอื่นใดโปรดติดต่อผ่านทนายความหรือผู้จัดการมรดกของ นายมาติณ ถีนิติ(พระมหามาติณ ถีนิติ ) เพื่อความเป็นธรรมทุกประการ สืบไป ทรัพย์สินนายมาติณ ถีนิติ คาดว่าเป็นมรดกมีพินัยกรรมเป็นมูลนิธิ และบริจาคต่อไป ผิดตกบกพร่อง ขีดฆ่าลบ โดยเหตุไม่ถึงการณ์ และไม่มีเจตนาก่อนกฎหมายบังคับ ขออภัยทุกประการด้วย บ้านเก่าที่แม่เคยอยู่นั้นเป็นบ้านตากับยายเป็นบ้านเชิงเขา หลังใหญ่มากถ้านับเป็นบ้านจะใหญ่ทีสุดในหมู่บ้าน เป็นโรงเรือนผสม 2 ชั้น กว้างยาว 2 งาน ทุกคนรู้จัก บ้านนี้ มีหมอยาจำเป็นคือตา ตาสูนฝีเก่ง ท่านสูนด้วยปูนแดงพร้อมคาถา ฝีไข่ดัน หรือคางทูมทำได้ผล บ้านหลังคามุงสังกะสี ครัวมุงตับจากมะพร้าวเย็บเอง สมัยก่อนจะทำบ้านทำอะไรลงแรงกันทำ ไม่ต้องจ้าง ไม้ใหญ่ตัดได้ถ้าใครมีปัญญาตัด ไม่ต้องขอป่าไม้ บ้านผนวกด้วยโรงเรือนพักของเกวียน พืชผลต่างๆ มียุ้งข้าว กระทะต้มขนาดยักษ์ มีเชิงควายลาก ตาเคยเลี้ยงหมู ปลุกผักขาย ลูกเขยตาเป็นคนต่างถิ่นทั้งหมด เว้นเฮียงน้องคนที่ 2 ของแม่ได้ลูกเขย(สามีคนที่ 2 ของเฮียง) เป็นหลานของอดีตกำนันชื่อท่านขุนอุทกฯ(โพธิกสิกร) ตาปลูกว่านสารพัดดอกไม้ทางไกล ตาไปหามาปลูกตาเล่นเหล็กไหล ว่านงู กล้วยไม้ป่า คนนำต้นแก้วมังกรมาปลูกที่หมู่บ้านโดนท่านปลูกไว้ที่ต้นระหาดข้างเขาที่ไม่คิดว่ากินได้นำมาจากเวียดนามตาไปเที่ยวมาธุดงค์แบบเถื่อน ๆ แต่ปัจจุบันทั้งหมดที่กล่าวเป็นอดีตหมดแล้ว แม่บอกว่าพ่ออาตมาพบรักแม่เพราะพ่อมารับจ้างทำงานในสวนของตาจึงได้พบรักกับแม่ของอาตมา แต่สุดท้ายตายายเปลี่ยนอาชีพมาทำมะพร้าวอย่างเดียว ตากับยายได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องคนอื่นให้มาอยู่ด้วยเพื่อฝึกฝนและรู้จักชีวิตพบว่าตาทำมาหากินเก่งมากเมื่อเทียบกับประชากรหน่วยอื่นในสมัยเดียวกัน คนที่เคยมาอยู่ นายวงศ์ อดีตผู้ใหญ่ ยายฉม บ้านกรูด บูรณ์ อดีตผู้ใหญ่ดอนสูงบ้านกรูด เกลื่อน(สุจสวัสดิ์)เมียของคนนามสกุล สุขสวัสดิ์ ทั้งสามคนนี้เป็นพี่น้องข้างยายของอาตมา ส่วน ข้างตา มีลูกสาวน้องชายตาจาก อ. ท่ายาง เพชรบุรี หนองไม้รวก 2 คนมาอยู่ด้วยคือ ยี่ และแท้ อาจหาญ(บุนนาค) มาอยู่เพื่อเรียนชีวิตกับตา นอกนั้น จำไม่ได้ ที่นี่มีคนมาอยู่อาศัย และตายายมีคนใช้ด้วยมีเงินเดือนทีเดียว และมีการเอาคนอื่นมาเลี้ยงอีกต่างหากเพราะที่บ้านขาดเด็ก เลี้ยงฟรีให้ด้วยเช่นบุญยิ่ง เอามาเลี้ยงให้ฐานเพื่อนบ้านที่แม่ของนายบุญยิ่งตายท้องกลม แม่ตาย ตาและกับอาตมาจึงไปอาสาพามาเลี้ยงให้จนโตฐานเพื่อนบ้าน เดี๋ยวนี้ทำการค้าขายอยู่ไม่พบกันหลัง 20 ปีผ่านไป บ้านตามีเกวียน ควาย ตามีความเผือก 1 ตัวเกิดที่บ้าน มีกัง มีหมา แมว หมาชื่ออ้ายหมึก แมวชื่อทองแดง และตอนอาตมาเป็นเด็กเล็กก็ยู่กับตายายที่นี่ 5 ปี เขาลักจันทร์ข้างบ้านเก่ามีตัวโครัมมาเที่ยว มีเก้ง มี ค่างบ่างชะนีมากมายปัจจุบันมันย้ายเข้าป่าใหญ่ไปหมดแล้ว ที่นี่บ้านตามีทุกอย่างบ่อนำใช้กันได้สาธารณะด้วย ตาขุดไว้อย่างดีอาตมาตอนเด็ก4 ขวบจำได้ว่าตาใส่กระป๋องหย่อนลงไปเพื่อวิดนำก้นบ่อขึ้นลงขึ้นลงที่บ่อนี้ลึกถึงกว่า 25 เมตร ตามีนา 2 ที่หน้าบ้าน กะบิ้ง ส่วนนานอก 2 กะบิ้ง ชิ้นหนึ่งเป็นของแม่และมรดกแม่ได้ขายเอาเงินไปสร้างเสาโบสถ์วัดดอนตะเคียน(วัดนี้เดิมชื่อวัดหนองเสือตายแม่บอกมา) และนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้รักษาตัวบางเวลาช่วงหนึ่งช่วงไข้น้อย ยายเคยเล่าว่าตาเคยไปเที่ยวสวนแตงบางเบิดของท่าน ม.จ. สิทธิพร ขณะมีชีวิตอยู่ที่ห้วยสัก อำเภอเดียวกัน ตามีสวนมะพร้าว กล้วยไม้ดอกไม้มากมาก แต่เมื่อตาตายแล้ว ยายกลัวผีหลอก จึงย้ายมาอยู่บ้าแม่ และรื้อบ้านหลังเก่านั้นทิ้งหมด ไม้เก่า มอบให้วัดดอนตะเคีบน ยายเล่าว่ายุคแรกที่ยายมาอยู่ที่นี้กับพ่อและแม่ของยายอาตมา ที่นี่มีเสือลายพาดกลอน มาจากเขาตะนาวศรีพม่า มันมากินควายที่ล่ามโซ่ไว้กับต้นมะพร้าว พอยายมองเห็น ยายวิ่งขึ้นบ้านปิดประตูทันทีเพราะกลัว มีสำนักทำใจขนาดย่อมติดชานเขาได้รับอนุญาตให้ทำได้จากอดีตเจ้าคณะอำเภอ และพระผู้ใหญ่ในพื้นที่ยุคนั้นคือ พระครูสมวงษ์ วัดบรรพตาเรืองราม และอาจารย์ลาภวัดละหาน ตาเป็นเถนนุ่งขาวห่มขาว ทำมาหากินธรรมดาหลานเห็นมาอย่างนั้นตั้งแต่จำความได้ ตาไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตากินข้าวต้มและเกลือโดยมากในถ้วยกังไสจากมณฑลไฮหลำใบใหญ่มากปากกว้าง แตกสูญหายไปหมดแล้วถ้วยใบนี้ ต่อมาตาได้สร้างบ้านให้แม่หนึ่งหลัง ในที่ดินมรดกของแม่ เดิมที่ดินแม่ ๆซื้อให้ตา จากเงินสินสอดการแต่งงาน ซื้อไว้หลังแต่งงาน ที่เปล่า และคือที่อยู่ในปัจจุบันก่อนแม่ตายนั้นเอง เลขที่บ้านหลังเก่าคือ 72 จึงถูกย้ายมาที่ดินของแม่ด้านติดถนนทางหลวงชนบทสาย1013 และติดโรงเรียนติดวัดในปัจจุบัน จะไม่เล่าเรื่องตากับยายมาก สิ่งที่แม่ทำให้ผีตาหายใจคล่องขึ้นคือ แม่รู้จักทำหนังสืองานศพให้ตาเมื่อตาตายด้วยวัณโรคอย่างสงบที่บ้านเก่า หนังสือเล่มนั้นชื่อหนังสืออนุสรณ์งานศพคุณเตี๋ยคล้าย เกตุมณีเดชา (นามสกุลนี้ตาตั้งใหม่เจ้าคุณหลวงพ่อสุเมธีวรคุณ พ่อโถ เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ ชมว่านามสกุลนี้เพราะตาเดิมใช่แซ่บาง) และในคำไว้อาลัยเขียนหน้าหนึ่งโดยหลานคนโตของตาคืออาตมา บอกว่ากำลังจะไปศึกษาต่อที่ฟิลิปินส์แต่ที่จริงอาตมายังไม่ได้ไป คาดว่าจะไปเพราะตอนนั้นอยู่กรุงเทพฯ ตอนนั้นอาตมาบวชเป็นสามเณรอยู่วัดมหาธาตุฯ เคยคิดโครงการจะไปเรียนนอกซึ่งกำลังเป็นแฟชั่นสมัยนั้น วางโครงการไว้กับ รองศาสตราจารย์ ดร. ภิรมย์ จั่นถาวร ธรรมศาสตร์ แต่ดร.ท่านได้ทุนไปเรียนต่อที่นั้นสำเร็จ แต่อาตมาเป็นสามเณรคณะ 1วัดมหาธาตุฯ ไม่ได้ไปคอยความหวังเก้อ จึงไม่ได้มาร่วมงานศพตา และต่อมาอาตมาตัดสินใจไปอังกฤษ ตอนไปอังกฤษนี้ไม่ได้มางานศพตา เพราะติดรอเครื่องบินCharter flight เที่ยวบินพิเศษคือต้องรอวันเรือบินออก มิใช่ไปตามเวลา คือเขาลงของเสร็จเรือจึงออกไปพร้อมผู้โดยสารพ่วง แต่ตีตั๋วนั่งมิใช่ตั๋วยืนเป็นแต่ว่า ต้องรอเขาเรียกตัวไปตามนัดเท่านั้น เพื่อเดินทางไปอังกฤษ ขอเล่าเรื่องตาสักนิดตารูปร่างใหญ่ทรงโรมัน เป็นคนเชื้อจีนลูกครึ่งไทยสายไฮหลำ (คนจีนบ่าบาเขาเรียกกัน ในพื้นที่ )เกิดเมืองไทย เคยไปอยู่ที่เกาะไฮหลำ แม่บอกว่าตาเดิมตาอยู่เพชรบุรีแล้วย้ายมาตั้งตัวที่อำเภอบางสะพานน้อยตามพ่อแม่มา (ตาเกตุ ยายนิ่ม) ตามีมรดกมาก (ตรงนี้เล่าเพื่อการวิเคราะห์สังคมยุคนั้นมิได้เพื่อประโยชน์อะไรขออภัย)แต่แพ้ความเพราะเรื่องพ่อและแม่ของตามีเมียใหม่หลังพ่อของตาตายลง ตาได้ทำหนังสือพินัยกรรมที่ทำด้วยมือหายไปเลยขึ้นศาลแพ้ ระหว่างลูกจริงกับลูกพ่อเลี้ยงมีพิพาทกัน ตาจึงจนพบรักกับยายและย้ายมาอยู่ที่บ้านข้างเขาบ้านข้างเขาดอนตะเคียนที่ห่างจากที่แม่ตายเพียง500 เมตร ตามีที่ดินพอทำกินยุคเกษตรแผนเก่า จากทรัพย์สินเดิมของพ่อและแม่ของยาย(แม่ของแม่เจ้าภาพหรือทายาท) แล้วตาทำงานเก่ง จึงเพิ่มที่ดินขึ้นมาทำกินเป็นสวนมะพร้าวเกษตรกรรมแผนใหม่ ปลูกมะพร้าวเป็นแถวเป็นแนว จนมีที่ในระดับ 100 ไร่เศษหย่อนหนึ่ง แม่เล่าและเพื่อนตารุ่นเดียวกันเล่าว่า ตาเคยรับจ้างทำทางเพชรเกษมสายใต้ของไทย ต้องเดินทางวันละเป็น 10 กิโล คดข้าวห่อน้ำพริกไปทำงาน ตาครันอดีตทหารผ่านศึกเล่าให้ฟังว่า เดินทางไปด้วยกัน ในฐานะที่ตามีเชื้อจีนตาแข็งแรงทำงานเก่ง ไม่เสพสิ่งเสพติดให้โทษ อาตมาจำได้ว่าตาไม่กินเหล้า แต่ตาสูบบุหรี่ใบตองแห้ง ตาชอบถอนฟันด้วยเชือกทำด้วยมือตนเอง ฟันล่างโยนขึ้นหลังคา ฟันบนโยนลงในน้ำ แต่ตาเก็บฟันใส่แก้วใสสีฟ้าไว้ทุกซี่ที่ตาถอน ตาสมถะ เที่ยวทั้งเมืองเจ็ดย่านน้ำ (ธุดงค์) เมื่อเป็นนพระซึ่งเคยเป็น 2 ครั้งฉายา พระคล้าย สุวณฺณคุตฺโต ตาชอบเดินธุดงค์ไปทั่ว และชอบนิมนต์พระธุดงค์ต่างถิ่นมาพักที่ศาลาธรรมที่บ้านเก่า ระยะหลังบวชครั้งสุดท้าย ไปช่วยสร้างวัด(เจดีย์)ที่ทางภาคเหนือ จนไม่สบายจึงเดินทางกลับมารักษาตัวที่บ้าน ตาทำกุฎีไว้ 5 หลังมุงตับจากที่บ้านข้างเขา ไม่เห็นตั้งชื่อ ศพตาชมพ่อหลวงชมอดีตสมภารวัดชะม่วงเคยวางไว้ที่ศาลาธรรมที่ตาสร้างขึ้นนี้นี่รอเผา ตาประดับหินใหญ่ด้วยแรงและมือตนเอง ที่ทุบมาจากเขาไว้อย่างมีระเบียบ ยังเหลือมาทุกวันนี้ แต่กระท่อมร้างหมดแล้ว กระท่อมหรือกุฎีนี้สร้างไว้เพื่อรับแขกพระ มีพระธุดงค์มาพักเป็นประจำ ระยะหลังยายเคยพาแม่ชีวันเพ็ญ แม่ ดร. สุนทร พลามินทร์มาทำกระท่อมทำสมาธิครั้งหนึ่ง ทรัพย์สินชิ้นนี้ไม่ได้เป็นมรดกตกทอดมาสู่อาตมาตามพินัยกรรม ตากับยายเป็นคนพระ ยายมีพี่ชายที่สำคัญมีคนนับหน้าถือตารูปหนึ่งคือปู่ช่วงวัดหินกอง อดีตพระอธิการช่วงเจ้าอาวาสวัดเขาถ้ำม้าร้อง และคู่สวดองค์สำคัญในอำเภอบางสะพาน ท่านเป็นพระเถระรูปหนึ่งในอำเภอขณะที่ท่านเป็นศิษย์ปู่ท้วมพระที่นับถือของแม่ดัด ประจวบเหมาะ เจ้าอาวาสวัดเขาโบสถ์(พระอารามหลวงปัจจุบัน) มีที่น่านับถือต่อมาของตาพี่ชายของยายคือ อายุท่านยืนถึง 109 ปี มีคนจะมาทำข่าวแต่ตาคนนี้ไม่ชอบ ปู่ช่วง ชอบอยู่เงียบ ๆ และได้ปลีกมาอยู่วัดหินกองซึ่งเป็นวัดเงียบขนาดเล็กที่มี ป้ายรถไฟจอดให้ลงได้ บ้านดอนตะเคียนเดิมที่ แม่เล่าให้ฟังว่า เดิมชื่อว่า บ้านหนองเสือตาย อาตมาสงสัยต่อคนเก่าเล่าว่า เสือคนหรือเสือโคร่ง อาตมาถาม คำตอบมีว่า เสือที่มาตายที่หนองบ้านนี้จึงชื่อว่าบ้านหนองเสือตาย มิใช่คนที่เป็นโจรถูกยิงแล้วมานอนตายที่หนอง อย่างที่อาตมาเข้าใจ วัดหนองเสือตายนั้นคือที่บริเวณที่หมู่บ้านนี้มีชื่อ เดิมทีอาตมาสันนิษฐานว่า เสือที่ถูกยิงเพราะช่วงที่ ล้นเกล้า รัชกาลที่ 5 เมตตาสร้างทางรถไฟสายใต้ และมีโจรไปปล้นคนสร้างทางรถจึงถูกตำรวจยิง และหนีมานอนตายที่หนองน้ำดังกล่าว ข้อสันนิษฐานนี้จึงตกไป ดอนตะเคียน นั้นชื่อเดิม บ้านหนองเสือตาย ต่อมาเปลี่ยนเป็น ดอนตะเคียน เพราะมีตะเคียนไม้ผีดุ มากที่นี้ และต่อมาเป็นบ้านหนองคล้าเพราะมีคล้ามาก เมื่อสมัยใหม่ยุคนายอำเภอธวัช ธนจินดา สรุป หมู่บ้านนี้เดิมชื่อบ้านหนองเสือตาย เปลี่ยนมาเป็นหมู่บ้านดอนตะเคียน และเปลี่ยนมาเป็นบ้านหนองคล้าตามลำดับ นี่คือความเป็นมาของหมู่บ้านที่แม่เกิดอยู่อาศัยที่ทำกินมาตอลดชีวิตที่อยู่ในเมืองนี้ ประวัติ นายซิวเม้า แซ่แต้(นายซิวกิ้ว แซ่แต้ หรือนายย่งง้เนแซ่แต้) ชื่อหนึ่งตามหนังสือเดินทาง ชื่อหนึ่งชื่อยี่ห้อร้าน ชื่อหนึ่งเพื่อนตั้ง และชื่อที่เรียกที่พุนพินพ่อชื่อว่าเจ็กแต้ พ่อเป็นบุตรนายแต้ชากี่และนางชาลิ้มทะเบียนบัตรประชาชนไทยเลขที่ 3770500048442 ตายเมื่อ24 ธ.ค. พ.ศ. 2451 ที่บ้านเลขที่ 72 ม9 ต บางสะพาน อ. บางสะพานน้อย จ ประจวบคีรีขันธ์ เข้าประเทศไทยเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2485 สิ้นชีวิต ด้วยโรคชราภาพ นับอายุได้ 85 ปี อาชีพค้าขาย คุณพ่อพูดภาษาจีน อาตมาไม่เป็นภาษาจีน แต่คุณพ่อเล่าเท่าที่จำได้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ คุณพ่อมาจากเมืองจีนทางเรือโดยการชวนของ อาทั้งสองที่อยู่ในเมืองไทยแล้ว(พ่อของพ่อเป็นพี่ชายคนโต อาของพ่อมี 3คน คนหนึ่งตายสมัยสงครามญี่ปุ่น อีก 2 คนอยู่เมืองไทยคนที่บ้านตลาดพลูอาที่ 2 อาที่3 อยู่ บุรีรัมย์)คุณพ่อเล่าว่าก่อนมาเมืองไทยพ่อเคยมีคู่หมั้นแล้ว แต่ต้องออกจากจีนจึงไม่ได้แต่งงานกันจนมาพบคนรักใหม่คือแม่ อาตมาเคยไปเยี่ยมปู่ที่เมืองจีน พ.ศ.2512 คู่หมั้นเก่าของพ่อมาเยี่ยมอาตมาถึงบ้านปู่ทีเดียว) พ่อขณะอยู่เมืองไทยแล้วเคยได้รับอนุญาตให้ถือหนังสือเดืนทางไทยไปประเทศจีนจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะพ่ออยู่เมืองไทยไม่เคยทำความผิดกฎหมายไทย คุณพ่อเป็นพี่ชายคนโตในจำนวน น้อง 2 คน เป็นชาย 1 หญิง 1 ชายชื้อ ซิวหง แซ่แต้ หญิงไม่ทราบชื่อและได้สูญหายไปในเมืองไทยและไม่พบกันอีกเลยนับจากการออกมาจากเมืองจีน อนึ่งคุณพ่อเป็นชาวจีนอพยพมาในยุคการเปลี่ยนวัฒนธรรมของประเทศจีน พ่อมาเมืองไทยมาอยู่ที่บ้านตลาดพลู บางยี่เรือ ธนบุรี เคารพรัก พระเจ้าตากสิน เพราะมีนามสกุลจีนเดียวกัน เมื่อมาเมืองไทยแล้วได้ช่วยอาขายผักที่ตลาดพลู และต่อมาย้ายไปหลายจังหวัด เช่น กับอาที่บุรีรัมย์(พ่อคุณสุวิมล วงศ์ทองศรี)และย้ายไปหลายจังหวัด สงขลา ตรัง สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์จนพบรักกับแม่และมีสักขีพยานรัก 1 คนคืออาตมา เมื่อแต่งงานจดทะเบียนสมรสแล้วได้เปิดร้านค้าขายของที่ตลาดอำเภอบางสะพานน้อย รุ่น(หมอ)นายสุ่น ตันประเสริฐ เท่าที่ทราบคุณพ่อเขียนหนังสือจีนสวย คิดเลขเก่ง ได้สร้างบ้านให้พ่อแม่อย่างดี 1 หลังไว้ที่ประเทศจีน คุณพ่อตายอย่างสงบ มีโรคประจำตัวคือวัณโรคแต่รักษาหาย คุณพ่อกินเจที่เขาลูกช้างได้รับตำแหน่งอาจารย์ในระดับ “เซียน” ประวัติการศึกษาพ่อ จบชั้น มัธยม 3 ประเทศจีน หน้าที่งานสาธารณกุศล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น