นวนิยายหลงขั้ว ผลุดขึ้นมาตอนเริ่มฝึกหัดจะมีรัก
และตอนฝนตก อารมณ์พาลหวิว จนใจสั่นกระจาย
2
" ขอพูดนิด"
" ขอพูดนิด"
1. นิยายฉบับนี้เป็นปัจฉิมภาค ของเรื่องถนนศิโลเม แต่มี(เอฟ-ซี แฟาคลับ)อยากให้แยกเป็นเรื่อง"บางเคียนส์ " อีกเรื่องหนึ่งจำเพาะ เพราะเรื่องศิโลเมมันยาวมาก คือมีถึง360หน้าขนาด8หน้ายกกระดาษพิมพ์ และบางเคียนส์
ถูกเพิ่มเข้ามา เพราะบรรณาธิการศิโลเมที่เผยแพร่ไปแล้วต้องก ารบทส่งท้ายอภินันน์ แด่นักอ่านพิเศษผู้เขียนจึงทำตาม
มิฉะนั้นศิโลเมจะขึ้นแท่นไม่ได้เป็นกติกา
แน่ต่อมาพบว่าบางเคียรส์มีจุดเด่นน่าสนใจอีกมายที่ยังไม่สิ้นกระแสความจึงเห็นสมคสรแยกเล่มออกมาประเดิมก็ได้3ตอนแล้วผู้เขีสนจึงยินเแต่งเรื่องบางเคียนส์ขึ้นมาเฉาะอีกหนึ่วเล่มเพร่ะว่สงมนฐานะทีทยรเอวพิการเทียมงดสัวคมจึงเขียนหนังสืออย่สงเดียวและเลี้ยงปลากัดสวยวาดภาพเป็นงานรอง
จึงขอให้เจ้าใจกันตาทนี้อีกโสดหรึ่วหน้าที่เพิ่มอาจซ้ำเติมบ้สงส่สรมหญ่เป็นตอนอ่านเส่ีมิได้มีเงื่อนไขอะไรจึงขอขอบคุณทุกท่านทีทสนใจงานติดตามืทเขียนมันก็เป็นการอธิตชีวิตาสังคมที่มิใช่ปัญหาชีวิตที่จะมาระยายกับใครของนักเรียนอังกฤษคนหนึ่งและ้ดินทางไปมทระหว่สงตะวันออกตะวันตกเป็นประจำ
อนึ่งมีในเบื้องต้นอาจมีข้อความเพี้ยนไปบ้างเพราะปัญหาเทคนิก การทำงานก็ขออภัยในฐานะเป็นนักเขียนที่เป็น"คนพิกาเทียม"
และอนึ่งผู้เขียนไม่คิดอะไรมาอ้างที่ดูมันซุปเปร์บกับนิยายของตนเองก็หาไม่แต่ได้นำมาอ้างเสริมอาทิ เข่น
ผู้เขียนชอบอ่านงานของท่านอากาศดำเกิง(ม.จ.อากาศดำเกิง)เรื่องละคร
ขีวิคและอีกท่านหนึ่ง เรื่องเกิดวังปารุสก์ และตะวันออกตะวันตก ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์( H R H Prince Chu l a ) มาก
แม้อ่านจนไม่เคยจบแต่สะสม
เพราะติดงานเรียนและกิจกรรม
เพราะตะวันออกตะวันตกนี้ฉบับภาษาต่างประเทศ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมห้เขียนเรื่อง
นี้ขึ้นมา
เพราะเป็นเรื่องกล่าวถึง"ตะวันออกตะวันตก"ในมุมมองเรื่องชีวิต แบบหนึ่ง
กับด้วยได้เดืนทางไปเห็นเมืองที่ท่านผู้นี้ไปอย๊เพื่อติดตามเขียนหนังสือตามวิขาอาชี
พที่ตรเมีระบุในหนังสือเดินทาง
ก็ติดตามเสาะหาข้อมูลปฐมภูมิ
แม้ไม้ประสบผบสำเร็จ
แต่ก็ได้เพื่อนพอเพียง
จึงเกิดแรงบันดาลใจเป็นอยากเขียนนิยายนี้ขี้นดังกล่าว
1.
อนุสนธิจาก
ตอนจบ
"ถนน-ศิโลเม"" (the road to Salome)
เสียงรถไฟกำลังแล่นกลางความเงียบ. และสายลม นานๆจะมาสักคัน ให้ได้ยิน เสียงรถยนต์นี้ไม่ได้ยินเลย ตอนนี้มันดึกสงัดมาก พระเอกนอนหายใจบนฟูกอ่อนพร้อมแมวน่ารักตัวหนึ่งและก็นอนคิดไป ตาเงยมองไปที่เพดานในห้องนอนปริบๆ ไม่ผ่านแว่นสายตาที่ปกติพระเอกจะใช้
นี่มันเป็นกลางคืนมีหิมะลมหนาวๆ พัดมาบ้าง มันเงียบเหงา และวังเวง แต่แสนจะสุขใจ เพราะตนเองมีเสรีภาพที่จะคิด อะไนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ตอนนี้ นอกจากความหยาบโลน ตนเองตอนนี้
อิสระเสรีทุกอย่างนอดจากความตาย ตนเองรับมรดกแล้ว ศาลสั่งให้ตนเองมีความสามารถจัดการมรดกขแงตนเองได้ โดยไม่ต้องผ่านมือที่สาม ทำอะไรก็ได้ ในสิ่งที่ๆตนมีอยู่ตามเจตนารมณ์อันชอบธรรม
คิดถึงพ่อ!แม่บอกว่าตัวท่านนั้นขาวที่แม่เคยชม ส่วนพ่อผมไม่รู้ว่า ท่านจะอธิบายอย่างงัย?บ้าง เกี่ยวกับแม่ตนเองไม่ทราบ
เพราะพระเอกไม่รู้ภาษาจีน จึงไม่มีโอกาสได้พูดกับท่านเหมือนที่ได้พูดกับแม่
อย่างไรเสีย ตนเองเชื่อว่าท่านต้องรักกันมาก มิใช่พ่อจะมองผู้หญิงอย่างแม่ ตนเอง เป็นเพียงวัตถุทางเพศ และแม่ก็มองพ่อว่าอย่างมิใช่ว่า " แม่เองอายุถึงเวลาจะได้แต่งงานแล้ว กับผู้ขายคนหนึ่งที่ดีและลงตัวคุยกันรู้เรื่อง อย่างพ่อเท่านั้น แต่ท่านทั่งสองรักกันแน่นอน
" ใข่" แต่ท่านเกิดรักกันและเป็นคนรักกันจริงๆมีทะเบียนสมรส สู่ขอกัน. ถูกวินัยของมนุษย์และวัฒนธรรม "จึงได้มีเราขึ้นมา" โดยบังเอิญ
ท่านพร้อมตายด้วยกันจนชีวิตจะหาไม่ มิฉะนนั้น ท่านทั้งสองจะไม่ให้กำเนิดเรามาแน่นอน
ตนเองรู้ว่าท่ายตายลง เพราะ ที่บ้านตนเอง
พักนี้ ไม่มีไปรษณีย์นำเงินธนาณัติมาส่งให้ตน""
แสดงว่า"แม่ไม่ได้ส่งเงินประจำเดือน"มาให้ ตนเองเสียใจมาก ถามว่า:-
"แล้วไม่มีใครมาบอกบ้างเลยหรือว่า ท่านทั้งสองตายลงแล้ว"ตนเองไม่อยาดเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีก เพราะพูดไปแล้วในมหากาพย์ของนิยายนี้
ตอนนี้ ที่ตนเองพิการ แม้ทางใจเกิดมาไม่เคยพิการ แต่มาบัดนี้. "ทางกายตนเองพิการเสียแล้ว" ตนเองเขื่อว่าใจตนเองนั้นนั่นมีอมตะ คือไม่ตายไปกับร่างกาย. แม้เมื่อร่างกายตายลงแล้ว "นี่คือปรัชญาของตนเอง ความผิดชอบชั่วดีจะตราตรึงไปเป็นอนันต์" ในขีวิยแล้วชีวิตเล่าที่เกิดมี
ตนเองได้ปรัขญาจากการเฝ้ามอง และเป็นเพื่อนรักของมันคือจาก"ไก่ชนที้ข้าฯต้องไปเสาะหาซื้อมาด้วยความลำบากและเลี้ยงมันด้วยใจรักมิหวังกินเนื้อและไข่ของมัน และหวังไปพนันเล่านกินเมืองอะไรทั้วนั้น
แต่เพื่อเป็นเพื่อนและมันกันงูและตะขาบจะมาารังควาญตอนตัวเองเงียบเหงาและวังเวง มันขันเพราะเสียงมันมีแสนยานุภาพมากข้าพเจ้าได้รู้เวลาตื่นนอนก็เพราะมัน
ตอนนี้ขาของข้าะเจ้าเดินไม่ได้เสียแล้ว
มือนั้นชาจับฉวยอะไรไม่ค่อยถนัด เว้นภาวะสงคราม ข้าพเจ้าพอจะถ่อสังขาร กระโดดตึกได้เช่นในยามไฟไหม้โรงพยาบาล
คนขาเป๋กระโดดลงจากเตียงนอนเพื่อหนีไฟเคยมีจริง
แต่ตอนนี้ข้าพเจ้า ยังหายใจอยู่ อย่วงมีสติและพลัง" มีโมเมนตัม" มือของข้าเจ้ายังสามารถเหนี่ยวไกปืนได้ เพื่อต่อสู้กับโจรที่บุกรุกเข้าบ้านเราได้ ถ้าจำเป็น หรือคืนที่คนรักมาเยี่ยม
ข้าพเจ้ายังพอมีแรงนำเจ้า"อีโก้"(อวัยวะเพศชาย)ใส่ใน"อีก้า"(อวัยวะเพศหญิง)ของหล่อนได้ถ้าเธอชอบและยินยอมและถ้าจำเป็น
เมื่อมือและเท้าข้าหมดน้ำยาแล้ว ตนเองจึงปรารภกับตนเองว่า"เราไม่สามารถพูดคุยกับท่านบิดรมารดาทั้งสองสักคำเดียว ก่อนท่านทั้งสองใกล้จะตายลง ตนเองจึงทำใจว่า
คนเราน่ะ!"มันไม่เป็นไป ดั่งภาพวาดและภาพฝันของตนเองได้เลยสำหรับทุกคน" แต่ก็เสียใจ ที่ทำภาพวาดของเราให้สมจริงมิได้ เท่านั่นเพียงพอน่ะ "เพราะเราและเราทำได้เท่านี้ก็เอาเท่านี้"เพียงพอ"
หรือถ้าหากว่า ตนเองจะมามองให้ใกล้ตัวเองอีกครั้ง พ่อแม่ที่นี่นะมันคือหนาวในเมืองหมอกมองเห็นหิมะหนาวทุกๆวันซีกตะวันตก
เคยขับรถไปกัยเพื่อนด้วยโรเว่อร์(r o v e r- v int ag e )รุ่นจำไม้ได้ขับไปตามท้อวทุ่งนา ตอนนั้นมันมืดมากแต่มีแสงจันทร์กลางหมอกและกลิ่นหิมะฏฝโปรย ทำอย่างนี้เพื่อหาความร้อนกลางแสงจันทร์เพราะพ่อแม่จริงของตนเอง มีที่นาและทำนาเป็น แต่ตนเองไม่พบความร้อน ในรถมีฮีตเตอร์(heater )จึงอุ่นอยู่ แต่รถเบต(betteryหมดน้ำมันหมด"งานเข้าแน่เรา""คืนนั้นมันไกลมากที่เราขับออกมา จึงรีบกลับ เพื่อนชายด้วยกันเรากอดกันไม่เป็นจึงตัดสินใจกลับบ้าน สรุปเราผิดหวังกับการมาแสวงหาความร้อนทีนี่ในยามดึกรัตติกาลอย่างนี้!
ก่อนเข้าบ้านกิน"ฟิชแอนด์ขิป"(fish &ship)ราดน้ำส้ม"วินิการ์"(vinegar)เขาจ่ายตนเองเป็นคนขับรถมา" เขามีหน้าที้ เขามีน้ำใจ "" เอาละ! คนละห่อที้ร้านสะดวกซื้อชนิดกำกนดเวลา มีขายทั่วในเวลากลางคืน
ต่อมา
แม้จะเป็นพ่อแม่บุญธรรมของตนเอง ที่รักกันมากเช่นกัน "ท่านก็มาด่วนตายลงไปได้ ปัด โธ๋เอ้ย ข้าแต่พระเจ้าช่วยด้วย มันเป็นไปได้หรือ-"แปลกน่ะ"
และตายลงพร้อมกันเสียด้วยเหมือนพรหมปกาศิต หรือเหมือนนิยายที่ถูกมนุษยสร้างขึ้นมาประโลมโลกให้อ่านแล้วค นอ่าน ต้องหลงเศร้า
สนุกโศกอย่างรุนแรงทั้งๆที่"มันก็แค่นิยาย""
ที้พ่อแม่บุญธรรมตอนนั้น ตนเองต้องไปเยี่ยมที่สุสานศพท่านทุกเช้าเย็น เพราะสุสานอยู่ที่โบสถ์เล็กๆ ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ตนเองถ่อสังขารไปด้วนความทรนง เพื่อกระทำ"กตัญูเวทิตาธรรม"ตามสูตร
ตอนขากลับบ้านพักมรดกที่ท่านให้เรามาคนเดียว ได้พบว่าตนเอง
บางครั้งเราเดินช้า ไม่ค่อยจะไว และถนนไปโบสถ์นั้นก็แคบมันมีลานหญ้าติดพื้น มันเป็นกลางป่าหญ้า มีดอก"ดิฟาดิล"(Diffadil)โผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด ดอกสีขาวสะอาดตา
ก้อมีมีตำรวตเขาเห็นเราเป็นเช่นนั้น เขาอุตสาห์พาเรามาส่งถึงบ้านด้วยรถยนต์ของเขาเสมอมา ตนเองขอบคุณน้ำใจนี้มาก
และตำรวจคนนั่นต่อมาทราบว่าเขาก็เป็นญาตืห่างๆกันกับพ่อบุญธรรมของตนเองนนั่นเอ
ง แต่เขาพลาดพินัยกรรมไปจากที่เราได้มานี้ไป
แต่เขาก็ไม่ได้คิดมัน เขา"ใช้ได้"ตำรวจคนนี้ ตนเองนึกชมเขา
นี่คือประโยคตัวอย่างสนทนาระหว่างกันกับ
ตำรวจ
"ไม่ต้องน่ะ"
"ขอบคุณ"
เขาอมยิ้ม
ตนเองกลัวเมื่อถูกเขาเสนอตัวช่วยเรา
พลัน เขาก็ตอบว่า"ไม่เป็นไร" และตำรวจคนนั้นก็กล่าวโต้ตอบต่อกันต่อไปกับตนเองว่า
"มันเป็นหน้าที่คุณด้วยรึ"ตนเองถาม
"ไม่! ผมอยากจะช่วยคุณ"
มันมิใช่หน้าที่ของผม
ที่ผมมี
"เอาเถอะ"
ไม่เป็นไร
"ผมขอให้ผมได้ช่วยคุณแล้วกัน""
ผมจะสบายใจขึ้นถ้าผมได้ทำอย่างนั้นกับคุณ
"ไม่อยากคิดอะไรมากชีวิต"
พระเอดกสำทับกับตนเอง
แต่ยามที่ตนเองกลับเข้าห้องพัก นอนก่ายหน้าผาก คิดไปในใจผ่านสายตาที่เปียกแฉะ ด้วยสารคัดหลั่ง ที่ได้จากการที่ตนเองขอบกินผักต้มตุ่น ที่ชื่อว่าแครอตเข้าไปมากสุดเพราะชอบ ที่มันทำให้ตนเองเหมือนคนมี อาการเสียใจอะไรบางอย่าง แล้วร้องไห้น้ำตาคลอเสมอแต่ไม่ไหลเปื้อนแก้ม
ต่อไปว่า และกำลังคิดว่า
เราเกิดมาโชคดีอย่างยิ่ง
ที่ได้นอนสงบใจได้ อย่างไม่ต้องเดือดร้อนใครๆ* ตอนนี้มนขณะนี้
เราได้ฟังเสียงนก นานาเกือบทุกชนิด. ที่เกาะตามกิ่งไม้ใหญ่ของตนเมเปิลนัท (maple&n ut) ที่บ้านพ่อบุญธรรมนี้ที่ท่านไม่มีชื่อ เพราะท่านไม่อยากให้ใครเอ่ยชื่อท่าน
เพราะท่านเสียใจที่ครอบครัวของท่านต้องตายลงหมด ในสงครามและเหลือท่านคนเดียวที่รอด เป็นเหตุให้รำลึกถึงโศกนาฏกรรมอันน่ากลัว
ใช่" มันน่ากลัว" ท่านเคยกล่าวกับตนเอง
ถ้าใครเห็นเหตุการณ์วันนั้น วันที่มนุษย์อธิบายความโกรธและอารมณ์ ด้วยอาวุธสงครามมหาประลัยอย่างไม่ยั้งคิด อย่างนั้นเพราะสงครามไม่มีไว้หน้า ชาติศาสนาแผ่นดินใดญาติหรือลูกเมียมันเกิดก็เกิดและจบลงด้วยการตายอย่างหฤโหดเป็นบริบทเสียส่วนใหญ่
ไม่มีใครอยากให้มันเกิด แต่มันดันเกิดก็เข้าจน
ได้ "ท่านกล่าวในที่สุด"
นก! นกในที่มิใช่เป็นแกงนกผัดพริกใบกระเพราหรอกอันอร่อยและเผ็ดแสบฝบมันเพี่ะกระขายและพริกไทยสดตามร้านอาหารป่าที่มีไว้เพื่อบริการคอคนกินนกน่ะ
แต่ว่าในที่นี้ มันคือนกหลายชนิดที่ตนเองสมมุติให้เป็นดั่งนก"คีรีบูน"
ที่ตนเองชื่นชอบมาก และไม่คิดอยากจะกินคั่วนกอะไรทั้งสิ้นนะ่ ที่เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา"เธอที่รักได้ยินฉันพูดมั้ย"
หรือว่าเธอหลับไปแล้ว ตนเองหมายถึงที่รักที่ตายไป
2
** https://s.lazada.co.th/s.jNA2w?cc
https://s.lazada.co.th/s.jNA2I?cc
"หลงเพ้อ"
2
https://s.lazada.co.th/s.jNA2w?cc
https://s.lazada.co.th/s.jNA2I?cc
"หลงเพ้อ"
เมื่อวานนี้ ที่บางครั้งตนเองหลงเพ้อออกไปอยู่ในใจ
เธอ!ขอเล่าสักนิด คือ"เธอ" ที่ตนเองหมายถึงคือ"เธอ" ตายลงก่อนความรักของเราสองจะไปต่อ "ใข่" เธอด่วนตายลง
จะพราะโดนวางยาพิษโดยเพื่อนรักคนหนึ่ง เพราะเพื่อนของเธอคนนั้นเผลอมือไป ที่วางแผนฆ่าผิดคนเพราะสมาธิหล่นหายไป กับความอาฆาตมาดร้ายของเธอ ในเพื่อนคนหนึ่งที่เคยเป็นเพื่อนรักกันมากและกลับชิงชังกัน สรุปเธอวางยาผิดคน คนรักขอวตนเองจึง"ตายนิ่มๆหลัง12ชั่วโมงผ่านไป คงเป็นยาพิษไซยาไนด์(s i y ann i d e) อย่างอ่อนๆ
มันเป็นงานพาร์ตี้ที่มีกันในเทศกาลวัน"วาเลนไทม์"(Valentine's )ปีนั้น ตนเองจำฉากทัศน์นี้ได้ดีเพราะไปด้วยกัน
ที่เพื่อนเธอสุดที่รักของตนเองนั้ยมีจริตนี้ตั่งแต่เกิดมา ที่เต็มไปด้วยความประมาทเลินเล่อและความเผลอเรอและบังเอิญเสมอ
(ใส่ยาฆ่าผิดคน)
และต่อมาเธอคนนั้นก็ฆ่าตัวตาย ไม่ขอสงวนชื่อเธอจะเอ่ยถึงอีก
ในที่นี้เพราะตนเองเสียใจมากและปกปิดมิให้ใครรู้ หลังการชัรสูตรพลิกศพทตำรวจพบว่าเธอ(แฟนขอวตนเอง)ถูกวางยาพิษแล้วตาย
เธอคนที่วาง"ยาพิษผิดคน"ได้ตายตามเพื่อน
คนนั้นำปหลังจากนั้นไม่นานเช่นกันแต่ตนเองมิได้ไปร่วมงานศพเพื่อนของเธอคนนี้ ละให้ความเสียใจที่มีต่อคนรักของตนเองไปแทน
นี้เป็นควมมจริง อันเป็นความทรงจำที่ตนเองยากจะลืมได้ลง ในทุกวี่วันในโอกาสต่อๆมา
ใช่!
นี่มันเป็นสุดที่รักของตนเองนี่งัย"เรื่องของเรื่องมัน""
และคำว่า"ตนเอง"นี่ก็คือที่เป็นพระเอกในบทสรุปนี้งัย!และก็คือผู้ที่ใช้คำหน้าขื่อแทนพระเอกว่า"ข้าพเจ้า"ในมหากาพย์เรื่อง"ถนนศิโลเม"นิยายนั่นเอง
นกมาร้องเพลง พูดคุบกันอะไรก็ไม่รู้ ตนเอง
ตีความไปเองว่ามันคือเป็นเพลง
แต่อย่างงัยเสีย !ตนเองก็ฟังให้เป็นเพลงก็แล้วกันเพราะมันเป็นเสียงแห่งธรรมขชาติที่ไพเราะมา
มันกรีดเสียงคมชัด ทุ่ม/แหลม/กรีดปีกหรือเปล่าตนเองไม่เห็น เพราะมันมืดในตอนกลางคืน
มันเป็นเสียงกระซิบ มันปรีกษากันร้องผลัดกันโต้ตอบ ร้องเสียงสั้นบ้าง ยาวบ้าง
ตอบรับกันบ้าง
เสียงหนักบ้าง เบาบ้าง
ตนเอวพบว่า:-
"ฟังเพลินดีเหมือนกัน"" แม้นกมัน อาจจะไม่มีเจตนารมย์ร้องเพลงให้ใครฟังหรอก
แต่จริตของนกมันอย่างงนั้นเอง
ก็ยาม
ที่มีอย่างนี้ได้
มันก็เหมือนที่คนเรามีเพื่อนใจ
สำหรับคน ที่เป็นมนุษย์ มันรู้สึกว่าเหมือนมีเพื่อนใจนอนอยู่เคียงข้างตัว เมื่อได้ยินเสียงนกร้องเพลงพูดคุยกัน
ในยามอยู่คนเดียว
แม้ตนเองมีคนรักที่ตายไปแล้ว
และจะไม่ขอเล่าสาเหตุแห่งการตายที่เธอมีดังที่เปรยไปนิดนึงแล้วเท่านั้นเห็นจะพอ
เสียงนกนี่น่ารักมาก คือแปลกตรงที่มันคุยกันตลอด เมื่อมันนึกอยากที่จะคุยกันแต่มันก็ไม่ตกจากต้นไม้ อาหารที่มันกินแต่ละวันก็นิดเดียว ส่วนปีกแรงบินไปมาระหว่างวันนั้นมหาศาบแน่
มันต้องมีพลังงานศักดิ์และพลังงานจลน์ในตัวมันเองแน่โดยธรรมชาติของสัตว์ปีกขนิดนี้
ตนเองนึกไตร่ตรองก่อนม่อยหลับลงในคืนนั้น
เสียงสัตว์ปีก ร้องขันนี้
ทว่า แต่สำหรับไก่มันขันเป็นเวลา คือเวลาเช้าตรู่เที่ยงคืน และในกรณีพืเศษ แต่ไก่พบว่ามันไม่ขันหรือร้องเพลงนั้น พบว่าไม่พร่ำเพรื่อเหมือนนก
นกที่มาเกาะที่กิ่ง"มาเปิล"ที่ขึ้นติดใกล้บ้านพ่อยกนี้ อายุ200ปีเศษได้เพราะต้นใหญ่มาก เชื่อว่านกมันคงหนาวและมันคงบินมาไกล ตัวเล็กๆเล็กกว่านกเอี้ยงและนกพิราบมาก
และมันคงจะมาเกาะต้นมาเปิลรอเก็บผลไม้สุกหรือดอกไม้ หรือแมลงหรือตั๊กแตนหรือแมงอะไรเป็นพิเศษสักอย่างในวันรุ่งขึ้นก็เป็นได้ หรือรอหสกินในพื้นที่ใกล้เคียงมันเป็นฝูง มันต้องนัดกันมาแน่ๆเพราะนกมันก็มีสังคมของมันเองได้ มันไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ เพียงแต่นกมีปีกแต่มนุษย์ไม่มี
สงสัย! แต่ทำไมมันจึงชอบพูดคุยกันตลอดเวลาไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวันนี่คือสิ่งที่ตนเองพบ และคนก็ไม่เบื่อฟังเสียงมันแม้มันจะทะเลาะกันก็คนฟังเป็นเสียงเพลงไปหมด หรือเหมือนพวกนักการเมืองในสภาทะเลาะกัน เพื่อผลประโยขน์ของประชาชนนี้ มันก็นับว่าเป็นเสียงเพลงแห่งเสรีภาพและแห่งระบอบประชาธิปไตยน่ะ
ถ้าสงครามในเมืองมนุษย์เป็นสงคราม เหมือนเสียงนกทะเลาะกัน ที่ตนเองจึงคิดว่า ก็คงจะดูดีมิใช่น้อย ท แทนสงครามกับน้ำตา ที่ตนเองคิดว่าไม่เหมาะ นอกจากเหตุสุดวิสัย
ที่ผีอาวุธสงครามมันกระดิกต่อสู้กันเอง ด้วยจิตวิญาณของอาวุธที่ผลุดเกิดขึ้นในตัวมันเอง
มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็น้อยโอกาสนักที่จะ
เกืดนะ่ เพราะขึ้นชื่อว่าสงครามนั่น "มันแสนที่จะแพงและหาค่ามิได้""
ตนเองได้แต่ขอวิงวอนภาวนาว่า"จงอย่ามี"เถิดสงครามขึ้นเลยในทุกกรณี แม้จะเป็นสงครามในสันติภาพ หรือสันติภาพในสงคราม และจะเกิดขึ้น ก็ขอจงเป็นเหมือนดั่งพฤติกรรทของนกทำเถิด
"ตนเอง คิด-คิดไป"อย่าง คนไร้เดียงสาการณ์ เพราะตาเองไม่มีอาวุธอะไร ที่จะไปพูดห้ามหรือส่งเสริมให้เกิด มิติแห่งสงครามและมิติแห่งสันติภาพนี้ได้
นอกจากการวิงวอนและภาวนาและ ขอได้มีโอกาสฟังเสียงนกร้องเพลงให้ฟังต่อไป แม้นกจะทะเลาะกันเป็นเสียงเพลงก็ตาม สำหรับตนเองขอได้นั่งดื่มกาแฟร้อน หรือน้ำชาเย็นในระหว่างการฟังไปด้วย. เพียงเท่านี้ตาเองก็ถือว่า
"ตนเองมีความสุขมากแล้วในชีวิตนี้"
ตัวเองคิดว่าในโลกเรานี้ มีกฎหมายอยู่ อะไรผิดไปบ้างถูกไปบ้าง ถ้าคนเราตายลง
ขอให้กฎหมายดูแลชีวิตของคนเราต่อไปผ่าน พินัยกรรมของเรา
หรือหนี้สินของเรา
ให้กฎหมายแทนเรา
แทนการขัดแย้งกันด้วยพลังกายและอาวุธปืนหรือด้วยหมัดและกระสุนปืนเถิด
และให้ทุกชีวิตเป็นดั่งรากหญ้าเถิด
เมื่อกฎหมายทำอย่างงัย
นั่นคือพืนัยกรรมของเรา ถ้ากฎหมายข่วยได้น้อยกรณีของเรา ก็ให้วัฒนธรรมและวิถีประขาพูดแทนเราได้ นี่ขอให้ถือ เป็นอมตะ" นี่คือปรัขญาแม่บทแห่งนิยายถนนศิโลเมนี้""ถนนศิโลเมนี้เป็นหนังสือพิมพ์แล้วมีความยาวถึง300หน้ากระดาษพิมพ์ขนาด8หน้ายก(งดโฆษณาและวางตลาดขาย)
คนที่โดยปราศจากอคติธรรม( "อะ"พยัญขนะ อออ่างวตัวนี้มนคำว่าอคติธรรมนี้แปลว่าไม่มีคติธรรม)
แม้เราจะตายไปแล้ว เมื่อมีสิ่งผิดพลาดใข้ศาลและกฎนิติธรรมตัดสินให้
เราจะไม่มาเป็นผีมาหลอกหลอนใครอีก ไม่ว่าใครจะผิดถูกในเรา
เพราะกฎธรรมชาติ มันจะลงโทษผู้ผิดและชมเชยชดใช้ผู้ถูกที่ถูกแล้ในตัวของมันเองเองได้โดยอัตโนมัติ
ตอนนี้
ตนเองคิดถึงท่านมาก หมายถึงพ่อแม่ทั้งที่เป็น
ตัวจริงและตัวปลอม(พ่อยกและแม่ยก))
แต่ตนเองไม่รู้จะทำอย่างงัยดี !กับความเสียใจนี้
จึงต้อวทำว่ามีใจจริงๆคือมีใจส่งถึงกันนั้นไม่พ้นแน่ๆ ด้วยวิธีนี้ "คือความรำลึกถึงกัน" เหมือนยื่นดอกกุหลาบสีแดงให้คนรักในวาระวาเลนไทม์
แม้ตนเองจะคิดถึงท่านทุกเวลาที่ว่าง
และนึกถึงทุกเวลาที่ทำได้แม้ในยามเข้าตกท้อง
และจะมั่นใจให้ดีว่า คือให้ได้ว่า
"ในเมื่อ เราเกิดดมาเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้เห็นจ๊ะว่านี้มิใช่ลูกวัวลูกควาย สรุปคือเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ตีกอฟล์เป็นได้ ก็เพราะท่าน
ตอนนี้ถ้าเราได้บินหรือนั่งเรือเดินสมุทรกลับไปเยี่ยมท่าน เคารพท่าน ที่หลุมศพท่านที่ปูนซีเมนต์ฉาบไว้อย่างเหรียวแน่นบนหลุมศพท่านเท่านั้น
มีอะไรอีกหรือ
ก็ เพราะท่านตายไปแล้ว ลมหายใจของท่านตอนนี้มอบไว้กับสายลมเพื่อพูดกับเรา เมื่อได้โอกาสทั้งคู่ตายพร้อมๆกัน โดยไม่ถูกฆ่าตาย ที่ตนเองแสนจะภูมิใจที่การตายของงท่านมิใช่ฆาตกรรมหรืออัตวิบาตกรรม(การตัวตาย)
ศพของท่านทั้งหมดถูกฝังไว้อย่างดี
พร้อมโฉนดที่ดินที่ระบุไว้(ค่าเช่าหลุมศพที่ซื้อไว้)
ท่านทำไว้เองก่อนตาย ที่ตนเองคิดจะขุดขึ้นทาเผสแล้วเอาแต่กระดูกอัฐิที่จำเป็นทำแขวรคอ
ส่วนที่เหลือนำไปลอยอังคารในทะเลลึกเราจะไม่ต้องกังวลอีกพอคิดถึงท่านวัดื่ไกนทีโบสถ์ทีไกนมีเราก็ทำบุญอุทิศให้ท่านที่นั่นที่ทั่วโลกมีเพราะทุกประเทศมีศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แต่วัฒนโรรมประเพณีและพวก"ปาปรัสซี"papa r u sy" จะคิดอย่างวัย "ตนเองคิดยู่"
หลายคนนคิดว่า สิ่งเสพติดมีพิษที่ดีต่อใครบางคนที่หาทางออกเป็นเภสัช ตนเองไม่มองเรื่องนี้ มาแก้เมื่อเสียใจมากๆขึ้นมาตนเองไม่เชื่อว่าสิ่วนี้มันจะทำให้หายเจ็บปวดทางใจได้เหมือนหมอใช้ยาสกัดมอร์ฟีน(morphine )วางยาก่อนคนไข้จะถูกผ้าตัด ยาตัวนี้เชื่อว่าแก้ปวดชะงัด เมื้อมีดหมอโดนเนื้อคนไข้ ที่ทุกคนต้องเชื่อหมอเมื่อวาระการผ่าคัดคนไข้มาถึง
**
3
ดงโจรและดอกรัก
ตนเองจำได้ว่า ที่ดงโจร บ้านเคียนส์ กระท่อมกัญขาหมากพลูฝิ่นถูกใข้อย่างเสรี เพราะกฎหมายไม่สนใจตอนนั้น แต่ตายายและครอบครัวและพ่อแม่ตนเอง มิได้เป็นสมุนโจรในดงนั้น แต่อยู่ด้วยกีนได้ตลอดมา เพราะถูกเอื้ออย่างดี "เมื่อโจรขออะไรมาก็ให้ไปเรื่องก็จบ"
แต่ครอบครัวตายายแลดพ่อแม่ตนเอง ไม่เสพสิ่งเสพติดทั้งหมดนี้ ในการสร้างตัว ส่วน ยายติดหมากพลูจนฟันดำเป็นสีมุกแมงไม่กินฟัน
ยายติดหมากพลูงอมแงม แต่พ่อและแม่ตนเองไม่เสพสิ่งเหล่านี้เลยเด็ดขาด มิใช่เพราะถูกห้าม แต่เป็นเพราะไม่ชอบ แม้แต่เหล้า แม่แท้ๆขอวตนเองไม่เคยแตะ สำหรับในการดำรงชีพปกติปลูกคะน้าและหัวกะหล่ำปีเพื่อขายเพียงยังชีพ มิได้าวไกลพาไปตีตลาดโลก
ตนเองพบว่ากระท่อมนี้ บางคนทีทบ้านบางเคียนส์ ถ้าไม่กินไม่ได้ ทำงานไม่เดิน และกินกระท่อมต่างข้าวในมื้อจำเป็นอีกด้วยยึดเป็นสรณะเพราะทำงานไม่พอกิน และหุงข้าว
แต่ละมื้อ แตะละมื้อมันยากเย็นกว่าปลิดใบกระท่อมเพียงใบเดียวแล้วยัดเข้าใส่ปาก
บางคนตนเองพบว่า :- ติดกัญชากันงอมแงมจนกัญชาเป็นยาแก้บันดาลโทสะได้
และ บางคนติดหมากพลูกันจนว่า ถ้าไม่ได้กินหมากพลูก่อนการสนทนาในประโยคต่อไป ทันทีที่พบกัน คงเป็นสงครามน้ำลายตามขึ้นมาแน่ทีเดียว ถ้าหมากพลูไม่ถูกเคี้ยวมันเสียก่อน
บางคนพบว่า มีการสูบฝิ่น ตนเองเห็นนอนเอกเขนก ในมุมมืด กอดตะเกียงน้ำมันก้าด ดูดฝิ่นจน ตัวผอมเหลืองเหมือนคนติดเฮโร( heroin) ที่กฎหมายห้ามไว้ที่บ้านบางเคียน์ แต่ฝิ่นถูกดูดกันในสังคมคนแก่อย่างถูกต้อง
ตนเองไม่ได้ถามว่า ดูดมันเพื่ออะไร กับคนแก่ทำงานหนัก เหนื่อยหอบ "ตนเองเคยสงสัยคิดไ
ปเอง" และตนเองไม่กล้าถามเพราะกลัวถูกดุ
"เรามันเป็นเด็กเป็นเล็ก"
ก็ต้องสำรวมตามสูตร ชนิดตีตัวเสียว่าว่า "ตนเอง
โตขึ้นไปแล้วจะรู้เอง""
เมื่อมายุคตนเองชอบดนตรีชอบวาดชอบขีดเขียนตอนโตขึ้นมาแล้ว เริ่มมีขนอุยเกิดขึ้นแล้วที่อวัยวะเพศคนที่เรียนบางเคียนส์เรียกสิ่งนี้ว่า"กะเจี๊ยว""
ใช่! การจะไปกับความฝัน หรือ "หาความฝันคิดๆเขียนๆวาดภาพดนตรีกีร์ต้าาดรูป""
มีหลายคนที่บางเคียนส์บอกว่า:- ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้เหมือนขาดเมีย
สิ่งเสพติดไม่ค่อยถูกกันสำหรับตนเองนอกจากหายากและแพง และตรเองเกิดมาเป็นเด็กในพานทอง ไม่อดอยากเพราะสิ่งเสพคิดครัมันแก้อดอยากได้ แก้หิวได้ที่พวกเขาเชื่อว่ามันเป็น
แต่ตนเองเกิดมาไม่เคยอดอยากไม่เคยหิวหน้ามืดมาก่อนจึงไม่ได้ลองใช้มัน
ต่อมาเห็นเขาดูดกัน อยากลองสนุกดูบ้างก็ลองดูตามเพื่อนๆ เมื่อถูกชวน แล้วเพื่อนๆบอกว่า"จะทำงานคิดสรรค์อะไรที่ทำจะทำได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น ต้องดูดกัญชา"เพื่อนๆแนะนำ"
เมิ่อตนเองไม่อยากปฏิเสธ ก็ลองดูบ้าง พบว่าตนเองลองดูดดู พบว่ากัญชาดูดแล้วทำให้ง่วง นอนหลับไปเลย
แต่ต่อมสพบว่า มันไม่มีประโยขน์อะไรสำหรับการคิดรังสรรค์งานอะไรเลย สำหรับตนเอง นอกจากอาหารครบห้าหมู่ที่ปกติ
ตนเองกินนั่นล่ะ คิดรังสรรค์ดี น้ำพริกปลาเผาผักสดมื้อธรรมดานี้ละ"งานดีเลิศ"" นี่คือสิ่งที่พบเมื่อทำงานนอนมากๆทิวทัศน์ดีๆร้ำมากๆได้เห็นแฟนสาวๆมาให้กำลังใจการทำงานที่ต้องใช้ขจิตใจและสมองเป็รตัวตัวตั้ง งานก็จะดีขึ้น
ส่วนเหล้าและบุหรี่ตนเองแตะบ้าง
แต่เมื่อมาอยู่ทางซีกโลกตะวันตก ตนเองไม่สนใจสิ่งเสพติดนอกจากหายากและมักจะผิดกฎหมายและพ่อยกตนเองไม่ชอบสิ่งนี้ นอกจากไวน์แดงและกาแฟและชาร้อนและบุหรี่ซิการ์มวนงามๆจากคิวบา (cu b a) เท่านั้น ชีวิตนี้ก็ดีพอแล้ว
ตนเองยอมรับสารภาพเสียโดยดี ก่อนถูกถาม
ต่อมาหลายคนยังมาตามย้ำว้าและย้ำว่า
คือหลายผู้สันทัดกรณีย์กล่าวต่อการเขียนว่าสิ่งไรๆ ที่มีๆในโลกนี้มันดีเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ
"แต่ตนเองคิดว่ามันไม่ใช่""
กเญชาเสพแล้วคนเองพบว่า
มันทำไห้หลับฝันดี มันผ่อนคลาย มัย้แนสันทมนาการ และมันทำให้หิวข้าว ตามมาเสมอ ตนเองจึงไม่ชแบที่จะใช้และใช้มัน
นักคิดนีกปรัชญาสายมานุษยของโลกและที่ผู้เขียนชอบ"โฟกลก์ลอว์"(fooklore=คิดชนวิยา)งานนั้เคยแพร่ใรฟ่องเรียนเลกเข่อร์(l e c t u r e )บ้าง จนมีสิ่งเอื้ออื่นๆตามมามากขึ้น จึงนำมาลงไว้ที่นี่
หากพบสิ่งแปลกไปจสกเนื้อหาขแงถนนศิโลเมนิยายนี้ ผู้ดเชียนขออภัยว่า "มันเป็นนิยายที่ผู้เขียนไม่หวัง(vir-clarus =famous man) อะไร แต่คิดว่ามันเป็นวรรณกรรม ที่จะพาไปทำหนังและพิมพ์เล่มทื่ลงตัวในเงื่อนไข ใครสนใจติดตามได้สุดแท้แต่
ผู้เขียนซึ่งถ่ายทอดตนเองจากเรื่องที่ไม่จริงสู่เรื่องจริง อันเป็นนวนิยายที่หลายคนกำลังสนใจและติดตามนี่งัย เป็นเรื่องราวของชีวิตที่ใครๆในสมัยนี้จะลิขิตตนเองให้เป็นอะไรก็ได้ "ตามชอบ""
ภาพปกนำภาพทดลองนำเสนอสมัยเรียนวิชาท่านเดอร์ไคม์(De r k e i m) =นักปรัชญาสังคมชาวฝรั่งเศส)
ตนเองได้นำภาพประกอบจากงานนำเสนอในห้องเรียนต่อครูผู้สอน ที่ตนเองนำมาลงปนะกอบ ก็เพราะเห็นว่า"สวยและชอบแนวคิดของท่านผู้นี้ "
คล้ายๆส่วนหนึ่งที่เป็นปรัชญาการทำงานใรประชญาการทำงานมนนิยายเรื่องนี้
ตนเอง มิได้คิดแอบอ้างว่า"เพื่อให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นหนังสือของท่าน"
แต่หากศิษย์ของท่านคนใด ๆไม่เห็นด้วย ตน
เองก็จะนำออก สิ่งที่ตนเองประทับใจนี้ ไปเสีย และกราบขออภัยเป็นบรรทัดหนึ่งนี้ก็แล้วกัน
จากถนนศิโลเมนิยายเรื่องนี้จากฉากทัศน์แรกจนฉากทัศน์สุดท้าย ก็คือชีวิตสังคมมนุษย์รายหนึ่งประสบ และเตือนสติเพื่อนในสังคมว่ามันควรจะจบอย่างไรดี กับชีวิตแบบในนิยายนี้นอกจากความสนุกเพลิดเพลินซึ่งเชื่อกันว่า
จะนำอมตะภาพภพ และภาพพจน์ของความสนุกนั้นไม่มีอยู่จริงสำหรับทุกคน แต่อาจจะมีอยู่ในบางคน จนเกิดหมู่สีขึ้รในระเบียบของสังคม
สรุปมันดีบ้างทุกข์บ้างเคล้าปนกันไป เดี๋ยวสงครามเดี๋ยวสันติภาพ!
เดี๋ยวเข้าห้องนอนแล้วแอบเสียใจร้องไห้ เดี๋ยวแอบสนุกกับเพื่อนๆหรือสุดสนุกกับเบียร์รสเย็นหนึ่งแก้ว แล้วก็ผ่านไป หลับตื่นขึ้นเวียนวนไปอย่างนี้อย่างมีสาระสำหรับบางคน สำหรับปัจเจกโพธิชนแท้จริง
แล้วก็อยากลองอีกนี่แหละหนา! หมู่ชีวิตในสังคมมนุษย์
มันารุปได้ว่าต้อง"มีดีมีร้ายเจือปน""
ปานฤดีและนัชญา สองคนเพื่อนคู่นี้ชีวิตราบเรียบ ลื่นไหล เหมือนเดินบนสวรรค์ ที่สงบสนุก และบันเทิงและเยือกเย็น
ไม่เคบพบอุสรรคใด ๆในชีวิต แต่อายุของเธอทั้งสองกลับสั้นมาก คือมีอายุเพียง25ปีแล้วก็เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจรั่ว
หลายคนที่สนิทสนมกับเธอ เมื่อรู้ข่าวการตายของเธอทั้งสองนี้ต่างก็เสียใจ ส่วนตนเอง พอทราบข่าวการตายของเธอทั้งสอง ได้ล้มทั้งยืนเลยทีเดียว
มิใช่เสียใจที่เธอตายลงเท่านั้น แต่ว่าเสียใจที่หนี้สินที่ตนเองให้เพื่อนทั้งสองนี้เอง
เงิรไปมันไม่ที่ทางที่ตนเองจะได้คืน
มันเป็นหนี้สูญ และตนเองได้ลืมทำสัญญาต่อกันไว้เป็นหนังสือ ตอนเธอทั้งสองมีชีวิตอยู่
เพราะตนเองไม่คิดว่า ข่าวการตายของคนปกติอย่างเธอทั้งสองนั้น "ที่จู่ๆอยู่ๆดูดีๆ "แต่เฉียบพลันเธอสองตายลงด้วยอายุยังน้อยมาก และพร้อมกันเหมือนนิยาย
เรื่องหนี้มิใช่วาเธอทั้งสองจะคืนให้ตนเองไม่ได้ แต่การที่ตนเองจะไปบอกกับพ่อแม่ของเธอททั้งสอง ว่า"ปานฤดีและณัชา"ติดเงินตนเองยู่ก่อนตาย ว่าเงินเท่านี้น่ะ เธอเป็นหนี้ พูดด้วยปากกับพ่อแม่เขาจะเชื่อทันที และควักเงินคืนหนี้ให้เท่าไหร่ก็ได้ แต่ขอให้บอกมา เพราะฐานะของพวกพ่อแม่ของเธอๆมีฐานะพอมีอันจะกิน คือรวยทั่งหุ้นทั้งที่ดินทั้งศักดินา
แต่ตนเองอายไม่กล้าไปบอกพ่อแม่เธอ ทั้งๆที้ตนเอง การเงินนับหน้าไม่ถึงหลังตลอดมา ดีเสียแต่อย่างเดียว คือมีเครดิตดีเท่านั้นเพราะตนเองมีบรรพบุรุษที่เคยลือนาม สรุปจึงเข้าข่ายว่า:-
"ตนเองเป็นคนปากหวานก้นเปรี้ยว"" และเป็นคนสวยแต่รูปจูบไม่หอม"อีกด้วย" และทำใจเติบให้คนมีเงินกว่าตนยืมเงินไปโดยไม่ทำหนังสือสัญญา
เอาเถอะ!
เรื่องมันแล้วก็แล้วไป ชาติหน้ามีจริงค่อยพูดกันใหม่
แต่หนี้นั่นเป็นล้านเลยเชียวนะคุณ !ตนเองพูดกับใจตนเองในค่ำวันหนึ่งขณะอยู่คนเดีย
ว ที่โต๊ะไม้นั่งเป็นไม้"มะค่าแต้"สีเลือดหมูแสนแพง
ตนเองย้อนคิดความเป็นจริงในเรื่องนี้ และพรรณาต่อไป
4
"เรื่องงงๆใน บางเคคียนส์"
"นี่งัยชีวิตสังคมที่ถนนศิโลเม
ตนเองไม่เคยคิดหรอกว่า"ชีวิตนี้ช่างโหดร้ายเหลือๆทั้งๆที่ดูๆแล้วมัน แสนสุขสดชื่นสมหวังมาก ตลอดมา สมบูรณ์ทุกอย่างโดยทุกประการ ไม่มีใครตำหนิได้
ราว ๆกับชีวิตที่ถูกบดบังดั่งอยู่ในม่านเหล็กสีทองคำแห่งนี้ ที่ถนนศิโลเมๆที่หลายคนอยากมา และทุกคนปล้ำใฝ่ฝันถึง เพื่อจะมาอยู่ที่ถนนศิโลเมและเป็นสมาขิกหนึ่งในสังคม ถนยศิโลเมแห่งนี้
แต่อนิจจามันยากส์ และยากเหลือ ที่จะเพียงคิดเอาแล้วจะเข้ามาได้ แม้มีเงินมากมาย โดยเฉพาะคนรวยจากเมือง"เฟจา"แล้วอยากมาเฉิดฉายที่ถนนศิโลเม แต่มาไม่ได้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
ถนนศิโลเมนี้ ใช่ทุกๆคนคือมาจบลงที่
แต่มันเป็นถิ่นที่ทุกคน เข้ามาไม่ได้ เพราะความเป็นคนต่างจังหวัด จากเมืองเฟจานั่นเอง ที่กีดกันเขาไว้
เพราะเขาเป็นคนบ้านนอกแม้จะรวยก็จริง แต่เขาเข้าสังคมกับพวกถนนศิโลเมนี้ไม่ได้ มันเป็นสิ่งต้องห้าม มันเป็นอาถรรนณ์
พิธานพ่อเขาเป็นคนรวยยุคหลังสงครามและด้วยการมีพ่อเป็นเจ้าของไร่องุ่นสีเขียว และพิธานเป็นลูกคนเดียวอีกด้วยแต่เสียอย่างเดียว คือเขาเป็น"เด็กบ้านนอก"" เข้าก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาสู่สังคมถนนศิโลเม
คนที่ถนยศิโเลเมไม่คบเด็กบ้านนอกคอกนาแม้จะรวยอย่างเลิศก็ตามไม่ว่าจะมาจากบ้านนอกเมืองใด
เป็นผลให้คนในเมืองเฟจา สร้างวัฒนธรรมทางสังคมใหม่เพื่อยกระดับคนในเมือเฟจา เป็นเข่นกับคนที่ถนนศิโลเมเป็น ซึ่งอยู่ในเมืองหลวงที่ถนนศิโลเมตั้งอยู่เป็นอย่างเท่าเทียมกัน จึงมีธรรมเนียมต่อมาว่า
คนที่เมืองเฟจา ทุกๆคนที่เป็นเพศแม่เมื่อจะคลอดลูกให้ไปคลอดในเมืองหลวงที่ถนนศิโลเม
ตั้งอยู่ เพื่อเมื่อลูกเติบโตแล้ว จะได้มีเพื่อนที่ถนนศิโลเมได้อย่างชนิดไม่มีปมด้อยในอนาคต
"รักรากหญ้า"คือจุดแจ้งเกิดเริ่มต้น ของนิยายเรื่อง"ถนนศิโลเม"
แม้มันจะไม่ต้องถามแล้วว่า"รากหญ้า"คืออะไร? ปัจจุบันนี้
และรักบริสุทธิ์คืออะไร? เดี๋ยวนี้
เพราะเปลืองคำตอบ ที่จะถามและจะตอยอธิยายว่า มันคืออะไร?
แต่เข้าใจกันได้เป็นว่า "มันคือเหมือน"ดีเอ็นเอและโครโมโซม-เอกซ์/โครโมโซมวายส์"จ๊ะได้พบกันที่"โยนิ"(หี)ของเพศมารดานั่นเอง
มันได้เกิดขึ้นกับทารกน้อยในโอกาศต่อๆมา
"วิธาน"มันได้เกิดขึ้นในคืนวันฝนตกหนักบนบนแผ่นดินที่มีน้ำท่วมคึงสมัยนั้น ไม่มีเขื่อนที่บ้านแต่สวนฝักคะน้าและกะหล่ำปลี ที่นั้นมีชื่อทางเลือกว่า"บางเคียนย์"
มันมีอีกหลายชื่อหมู่บ้านนี้ แต่มันอันเดียวกัน เพราะที่นี่มันมีคนที่มีอิมธิพลมืดมือปล้นฆ่าแล้วมาหลบซ่อน ในอดีตมากมายเพราะที่บางเคียนส์มีที่ลึกลับซ่อนเร้นมาก เช่นเกาะเขาป่าลึก แต่คนน้อยมันมีนิเวศน์ที่เป็นใจให้กับโจร
โจรชอบแบมาหลบๆซ่อนๆ
โจรหนีมาแล้วบอกว่าไปที่อื่น เมื่อถูกถาม
แต่โจรแอบมาที่บางเคียนส์ โจรจึงบอกขื่อแปลกเปลี่บนไปเรื่อยๆ เมื่อถูกถามไม่ว่ามึใครจะถาม
มันเฝงเป็นเทคนิกการปกปิดของโจร เผื่อมีคนติดตาม มาจะสับสน
จนเรื่องนี้เป็นสันดานสืบต่อๆมา ถึงวิธานเองก็ชอบเลียนแบบเป็นคนมีหลายชื่อเช่นกัน
แต่วิธาน(พิธาน)มิได้เป็นโจร เพียงแต่ที่วิทานต้องมีหลายชื่อเพราะวิธาน
เป็นคนมีพ่อแม่หลายคน มันสับสนมาก
ในชีวิตของขีวิตจริงๆ
ในความเป็นวิธานเนี่ยะนะ่
ต่อมาเมื่อยามตำรวจล่าจับโจรเขามาสืบตามล่าโจรเพียงเท่านี้
นักสืบที่เป็นสายสืบให้ตำรวจโดยบังเอิญ ก็ไม่มีทางหาสถานที่หลบซ่อนคนร้ายได้พบเพราะชชื่อหมู่บ้านถูกปรับเปลี่ยนร่ำไป
เพราะสมัยก่อนไม่มีวิทยุและอุปกรณ์นอกจาก"ปากบอกต่อ""
เพียงบอกต่อกันมาบอกต่อกันไปแบบนี้
ก็เกิดอารยธรรมชื่อท้องที่ถิ่น ตรงจุดเกิดเหตุนั้นทันที จากชื่อที่เรียกซ้ำๆกันจนชิน มันก็เป็นชิ่อหมู่บ้านไปแต่ถ้าเปลี่ยนสับสนให้โดยโตีเหมือนคนแอบย้ายป้ายทางเข้าเมืองให้ผิดไปจากเดิมคนมาใหม่ก็หาไม่เจอทางเข้าที่ถูก
และถ้ามีคนพูดเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆก็เพราะการเดินทางไกลใกล้ จะมีก็แต่พวกโจรและคนแปลกหน้าและสายสืบโจรและคนหลวทางมาเท่านั้น ที่บางเคียนส์นี้
นอกนั้นคนที่บางเคียนส์ไม่มีใครที่อยากออกจากบ้าน เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน นอกจากฤดูทำนา
เพราะบางเคียนส์ไม่มีไฟฟ้าประปา ถนนดีๆก็ไม่มีเเละเสือโคร่งกินคนชุกขุมมากที่บางเคียนส์
ที่ดินทั่วไปก็เปลี่ยว ประชากรน้อยลงเพราะ
โรคเอดส์ระบาดคนงานต่างด้าวมากขึ้น ที่ดินป่าสงวนถูกยึดคืน ที่ดินเอกชนแคบลงเนื้อที่ติดทะเ
ลรอบด้าน. โครงสร้างสังคมประชากรเป็นรูป
ปิรมิดนี่คือบางเคียนส์ปัจจุบันและต่อๆมา
คนเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ไปคตามอารมณ์โจรไม่คำนึงถึงชื่อจริงที่ขึ้นทะเบียนเอาไว้ พอเลือกตั้งก็ไม่มีใครไปเลือกใช้สิทธิ์อ้างสิทธิเวลทำกิน
และชื่อตามทะเบียนราษฎร์ก็มีการย้ายถิ่นไปหากินตลอดเวลา
บรรยากาศอยู่ในสภาพคนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า
คนมีแต่โง่ทำโง่กับโลกและมีมายาบริสุทธิ์
คนในบางเคียนส์ไม่ชอบไปไหนมาไหน
นอกจากทางรัฐจัดให้ฟรี ด้านกฎหมายเชื่อแต่ถ้าตาตำรวจไม่เห็นก็ละเมิดใช้สิทธิ์เป็นประชากรมีบาปบริสุทธิ์
จะมีแต่คนแปลกหน้าองคือตำรวจสาบลับที่ตามสืบล่าโจร
และคืนนั้นที่วิธานเคยลืมตามาดูตัวเอง จนกลายมาเป็นผ็นบนถนนศิโลเมในวันนี้ของเรื่องนี้
เป็นที่พึ่งด่านสุดท้าย ฝนแล้งตลอดเพราะเกษตรกรรายใหญ่ที่ไม่จำเป็นใข้น้ำคอยผลักดันมิให้ฝนตกด้วยวิธีต่างๆเพราะเกษตรการรายใหญ่ให้ก่รพึ่วพิงคนอเอยากแบะโง่แล
ด้อยโอกาสได้พึ่งบ้าง เรื่อวจึงจบลงด้วยดีที่บางเคียนส์
นั่คือที่มาของ"รักรากหญ้า""ของครัว
คุณธรรม ที่โจรกลัวเพราะมีให้แต่ให้ จนไม่ทีอะไรจะให้และถูกดูดกลืนเป็นวัฏฏะของชีวิตและสังคมของคนบางเคียนส์ต่อมา
ที่วิธาน ผู้สืบทอดพยายามจะสื่อในเบื้อง
ต้น และมีชีวิตอยู่รอดเพราะ. อดีตคือการเป็นครัวเรือนที่เคยให้กับให้จนไม่มีอะไรจะให้
วิธานชื่อนี้ที่อ้างว่านั้นเป็นชื่อพระเอก
คนเดียวกับคำว่าข้าพเจ้า ที่ถือเป็นพระเอกในเรื่องนิยายถนนศิโลเม
และใช้คำว่าตนเองในบทปัจฉิมนิเทศนี้เป็นชื่อพระเอกในคนๆเดียวกันในมหากาพย์แหางถนนศิโลเมนี้
" วิธาน" คือชื่อที่ใส่ชื่อนี้เข้ามาเพื่อคนติดตามนิยายเรื่องนี้จะได้มั่นใจว่า "ใครพูดใครทำ"และมึข้อยุติและอะไรใครได้เข้าใจตนงกัน
แล้วเนื้อหาทั้งหมดก็จะง่ายขึ้นและลื่นยไหลดีขึ้นในการติดตามและยึดบรรทัดฐานตามความเรียงของนิยายนี้
วิทานเกิดมาในท่ามมกลางดงเสือดง
โจร ในครอบครัวที่เคยมีแต่ภาวะมนุษยธรรมเป็นเลิศ
คนไม่มีคุณธรรมที่บางเคีบนส์แต่เขาบางคนอาจจะมีเป็นคุณธรรมที่ซ่อนไว้
และวิทานพบว่าตนเองเกิดมาไม่เคยมีกัลยาณมิตรเลย
เว้นแต่เกิดมามนคริบครัวมีรักเป็นอมตะ
แต่ที่ชีวิตของวิทานพลั้งไปบ้าง เขื่อว่าเกิดจากปัญหายกัยาณมิตรนั้นบกพร่องไป
เพราะถ้าไม่บกพร่องวิธาน(วิทาน)จึงไม่ต้องมาขึ้นศาลให้ศาลตัดสินว่า
อะไรถูกและอะไรผิด หรือถูกผิดตามหลักนิติธรรมสากล
และก็เมื่อถึงวาระตายลงและสันติภาพถาวรก็ยังเกิดขึ้นต่อไปเพราะอาศัยนิติธรรมและศาลได้สานต่อนิติธรรมเอาไว้ให้ตาทเจตนารมณ์ของตน
ที่ตนเองทำไว้ก่อนตายในฐานะวิญญูชนและปัญญาชนแห่งหมู่บ้านบางเคียนส์
วิทานชื่อนี้ถูกกล่าวไว้ในโลกตะวันตกและโลกตะวันออกว่า
คำว่าวิทานชื่อนี้ไม่ทราบว่าใครตั้งให้เพราะแม่ไม่ได้บอกไว้
แต่ชื่อนี้ภาษาอังกฤษใข้ว่า"วิดาร์"
ได้เขียนเป็นโรมันอักษรจะได้ว่า(v i d a r n) โดยฝรั่งทหารสงครามที่เรือบินตกที่บ้านบางเคียนส์วิเคราะห์ให้ไว้เป็นหนังสือ
อ่านเป็นไทยจะอ่านเป็นวิธานก็ได้วิทานก็ได้
อ่านว่าพิทานก็ได้
เหตุผลคือเป็นภาษาโบราณตะวันออก(บาลี-สันสกฤต)ท่านให้แปลง"ว"เป็น"พ"และทำนองเดียวกันแปลง"พ"เป็น"ว"ก็ได้ นักปราขญ์ด้านนิรุติศาตร์ท่านหนึ่งกล่าวมา
ตามหลักตรรกศาสตร์แห่งภาษาของเขา/แต่วิธานไม่ให้ใครรู้จักชื่อนี้
คนที่บางเคียนส์ ใครจะเรียกชื่ออะไรไม่
สำคัญ ขอให้ชีวิตมันเวิร์ก
และตัว พ้นภัยเป็นอันใช้ได้และกันมิจฉาอาชีพนำไปแอบอ้างเพร่ะึดว่าวิทานเป็นเศรษฐี ที่จริงเคยเป็นแต่เป็นเศรษฐีขาลง ส่วนชื่อตามกฎหมายเป็นชื่อฝ่รั่งที่พ่อยกตั่งให้ก่อนตายและขึ้นทะเบียนเอาไว้อย่างถูกต้อง
-อวสานต์-
นวนิยายเรื่อง"ศิโลเม""
สุดท้ายนี้"วิทาน"ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและขอให้มีความสุขสนุกสนานกันในโลกวรรณกรรมนี้ต่อไป
ผู้เขียนจบการศึกษาและเป็นศิษย์เก่า
The London School of Journalism (England)
(สาขาการประพันธ์ศาสตร์)
เมื่อ 31s t May 1979
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น